top of page

STP Marketing คืออะไร? กลยุทธ์หาลูกค้าที่ใช่สำหรับคลินิกความงาม

  • 3 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
STP Marketing คืออะไร? กลยุทธ์หาลูกค้าที่ใช่สำหรับคลินิกความงาม

เจ้าของคลินิกความงามหลายคนเจอปัญหาเหมือนกัน คือยิงแอดแบบหว่านไปทั่ว หวังว่าใครเห็นก็เข้ามา สุดท้ายมีคนทักเยอะ แต่ถามแค่ราคาแล้วก็เงียบหาย เสียค่าแอดไปเรื่อยๆ ส่วนคลินิกข้างๆ ก็เปิดใหม่ไม่หยุด แข่งกันลดราคาจนแทบไม่เหลือกำไร


ทางออกไม่ใช่การขายให้ ทุกคนเพราะพยายามถูกใจทุกคน สุดท้ายมักไม่ได้ใจใครเลย สิ่งที่ต้องทำคือเลือกโฟกัสไปที่ กลุ่มลูกค้าที่ใช่แล้วคุยกับเขาให้ตรงจุด


นี่คือสิ่งที่ STP Marketing ช่วยได้ วิธีคิดที่ทำให้คุณรู้ว่าลูกค้าที่ใช่คือใคร ควรทุ่มงบไปที่กลุ่มไหน และควรวางภาพคลินิกยังไงให้ต่างจากคู่แข่ง บทความนี้จะพาไปเข้าใจ STP ตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงวิธีเอาไปใช้กับคลินิกความงามจริงๆ


STP Marketing คืออะไร?

STP Marketing คือ วิธีคิดทางการตลาดที่มี 3 ขั้นตอนเรียงกัน คือ Segmentation (แบ่งกลุ่มลูกค้า), Targeting (เลือกกลุ่มที่จะเจาะ) และ Positioning (วางตำแหน่งให้ลูกค้าจำ) พูดง่ายๆ คือ แบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ เลือกกลุ่มที่คุ้มที่สุดมาโฟกัส แล้วออกแบบบริการกับการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มนั้น


STP คือการเปลี่ยนจากการ เอาสินค้าเป็นตัวตั้ง มาเป็น เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง แทนที่จะหาลูกค้ามาซื้อของที่เรามีอยู่ ก็กลับกัน คือทำความเข้าใจลูกค้าก่อน แล้วค่อยออกแบบบริการให้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ


เรื่องที่มา แนวคิดการแบ่งกลุ่มลูกค้าเริ่มจากบทความของ Wendell R. Smith ในปี 1956 ต่อมา Philip Kotler นักการตลาดคนดัง เป็นคนเอาแนวคิดทั้งสามมารวมเป็นกรอบ STP ที่เรียงเป็นขั้นตอนชัดเจน แล้วเผยแพร่ผ่านหนังสือ Marketing Managementตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1960 จนกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานที่สอนกันในมหาวิทยาลัยทั่วโลก


ทำไม STP Marketing ถึงสำคัญกับคลินิกความงาม

ตลาดความงามแข่งกันดุ และลูกค้าแต่ละคนใช้เงินต่อครั้งสูง เลือกกลุ่มผิดแปลว่าเสียงบไปกับคนที่ไม่มีวันมาเป็นลูกค้า STP ช่วยแก้ตรงนี้ได้หลายทาง


อย่างแรก ทำให้สื่อสารตรงกลุ่ม พอรู้ว่าคุยกับใคร คอนเทนต์กับแอดก็แม่นขึ้น ค่าโฆษณาต่อลูกค้าหนึ่งคนถูกลง และปิดการขายง่ายขึ้น อย่างที่สอง ทำให้คลินิกต่างจากคู่แข่ง เพราะคลินิกส่วนใหญ่ให้บริการคล้ายกันหมด พอเราวางตำแหน่งชัด ลูกค้าจะจำได้ว่าเราเด่นเรื่องอะไร อย่างที่สาม ช่วยหากลุ่มเฉพาะที่ยังไม่มีใครจับ เช่น กลุ่มที่มีปัญหาผิวแบบเจาะจง หรือกลุ่มวัยที่คู่แข่งมองข้าม ซึ่งเหมาะมากกับคลินิกเล็กที่งบไม่เยอะ และอยากสร้างลูกค้าประจำก่อนค่อยขยาย


STP Marketing มีอะไรบ้าง? เจาะ 3 ส่วนหลัก

STP Marketing มีอะไรบ้าง? เจาะ 3 ส่วนหลัก

1. Segmentation แบ่งกลุ่มลูกค้า

ขั้นแรกคือแบ่งลูกค้าทั้งหมดออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ที่มีลักษณะหรือความต้องการคล้ายกัน เพื่อให้ดูแลและสื่อสารได้ตรงจุดขึ้น เกณฑ์ที่นิยมใช้แบ่งมี 4 แบบ คือ ตามข้อมูลส่วนตัว (อายุ เพศ รายได้), ตามพื้นที่ (ทำเลที่อยู่), ตามไลฟ์สไตล์ (นิสัย ค่านิยม ความชอบ) และตามพฤติกรรม (เช่น มาใช้บริการบ่อยแค่ไหน ติดแบรนด์ไหม)


พอเอามาใช้กับคลินิกความงาม ก็แบ่งได้จริงหลายแบบ เช่น แบ่งตามปัญหาผิว (สิว ฝ้า กระ ริ้วรอย รูขุมขน), แบ่งตามช่วงวัย (วัยรุ่นเน้นรักษาสิว กับวัยทำงานเน้นชะลอวัย) หรือแบ่งตามกำลังซื้อ


2. Targeting เลือกกลุ่มที่จะเจาะ

พอแบ่งกลุ่มแล้ว ขั้นต่อไปคือดูว่ากลุ่มไหนคุ้มที่สุดที่จะโฟกัส โดยดูจากขนาดของกลุ่ม โอกาสโต คู่แข่งเยอะไหม และที่สำคัญคือตรงกับจุดแข็งของคลินิกเราหรือเปล่า


มีเครื่องมือหนึ่งช่วยดูขนาดตลาด เรียกว่า TAM / SAM / SOM พูดง่ายๆ คือ TAM คือตลาดทั้งหมด SAM คือส่วนที่บริการเราเข้าถึงได้จริง และ SOM คือส่วนที่เราคว้ามาได้จริงในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการเจาะกลุ่มให้เลือก ตั้งแต่จับทุกกลุ่มด้วยข้อเสนอเดียว, ทำหลายข้อเสนอสำหรับหลายกลุ่ม, เจาะกลุ่มเฉพาะ (Niche) ไปจนถึงเจาะระดับรายบุคคล ซึ่งคลินิกเล็กมักเหมาะกับการเจาะกลุ่มเฉพาะ เพราะโฟกัสงบและเวลาได้ดีกว่า


3. Positioning วางตำแหน่งให้ลูกค้าจำ

ขั้นสุดท้ายคือสร้างภาพจำในหัวลูกค้าให้ต่างจากคู่แข่ง เครื่องมือที่ช่วยได้คือ Positioning Map (แผนภาพเทียบตำแหน่งเรากับคู่แข่ง เช่น เทียบราคากับความเชี่ยวชาญ) และการเขียน Positioning Statement คือประโยคสั้นๆ ที่สรุปว่าคลินิกเราคือใคร ทำเพื่อใคร และต่างจากคู่แข่งยังไง


สำหรับคลินิกความงาม การวางตัวเป็น คลินิกเฉพาะทางด้าน... เช่น เฉพาะทางโปรแกรมเลเซอร์ หรือเฉพาะทางโปรแกรม ริ้วรอย มักได้ผลดีกว่าการเป็น คลินิกความงามทั่วไป ที่ทำทุกอย่างแต่ไม่เด่นเรื่องไหนเลย


วิธีทำ STP Marketing ทีละขั้น

  1. เก็บข้อมูลลูกค้า เริ่มจากทำแบบสอบถาม คุยกับลูกค้า และดึงข้อมูลลูกค้าเก่าที่มีอยู่มาดู


  2. แบ่งกลุ่มและสร้างภาพลูกค้าตัวอย่าง ของแต่ละกลุ่ม ให้เห็นภาพว่าลูกค้าแต่ละแบบเป็นคนยังไง


  3. เลือกกลุ่มที่คุ้มที่สุดตามเกณฑ์ที่ประเมินไว้


  4. ออกแบบตำแหน่งและข้อความให้ตรงกับแต่ละกลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มควรได้รับข้อความคนละแบบ


  5. ลงมือทำแคมเปญจริงผ่านแอด คอนเทนต์ หรือข้อความ แล้ววัดผลและปรับไปเรื่อยๆ ลองทำสองแบบเทียบกัน (A/B Test) ดูว่ากลุ่มไหนข้อความไหนได้ผลกว่า แล้วทุ่มไปตรงนั้น


  6. STP ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ แต่ต้องวนกลับมาปรับตามข้อมูลจริงที่ได้จากแคมเปญ


ตัวอย่าง STP Marketing เอาไปใช้กับคลินิกความงาม

ลองดูตัวอย่างที่เดินครบทั้ง 3 ขั้น สมมติคลินิกหนึ่งเลือกกลุ่มเป็น ผู้หญิงวัยทำงาน อายุ 28-40 ปี เริ่มมีริ้วรอยนิดๆ กำลังซื้อปานกลางถึงสูง จากนั้นก็โฟกัสไปที่กลุ่มนี้เป็นหลัก แล้ววางตัวเองเป็น คลินิกดูแลผิวเฉพาะทางริ้วรอยสำหรับคนวัยทำงาน ทั้งคอนเทนต์ แอด และบรรยากาศหน้าร้านก็สื่อไปทางเดียวกันหมด ผลคือลูกค้าที่ใช่รู้สึกว่า ที่นี่เข้าใจฉัน แล้วตัดสินใจง่ายขึ้น


STP Marketing ต่อกับเครื่องมือการตลาดอื่นยังไง

STP ไม่ได้ทำงานเดี่ยวๆ แต่เป็นขั้นที่ต้องทำ ก่อน เครื่องมืออื่น พอได้กลุ่มเป้าหมายกับตำแหน่งชัดแล้ว ก็ส่งต่อไปที่ 4P หรือ 7P เพื่อออกแบบแผนการตลาดจริง สำหรับธุรกิจบริการอย่างคลินิก 7P จะเหมาะกว่า เพราะรวมเรื่องคน (People คือทีมงาน), ขั้นตอนบริการ (Process) และสิ่งที่จับต้องได้ (Physical Evidence เช่น หน้าร้าน) ที่สินค้าทั่วไปไม่มี


นอกจากนี้ STP ยังต่อกับการทำภาพลูกค้าตัวอย่าง และเส้นทางลูกค้า Customer Journey ได้เลย เพราะทั้งหมดตั้งอยู่บนความเข้าใจลูกค้าเหมือนกัน ส่วนเรื่องใหม่ในยุคนี้ ข้อมูลจำนวนมากและเครื่องมือ AI ช่วยให้แบ่งกลุ่มลูกค้าได้ละเอียดและแม่นขึ้นกว่าเดิมที่ต้องเดาเอา รวมถึงการปรับให้แบรนด์ถูกค้นเจอบนช่องทางค้นหาแบบใหม่อย่าง AI Search ที่กำลังเข้ามาก็กำลัวเติบโตขึ้นเรื่อยๆ


ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาทำ STP และวิธีเลี่ยง

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาทำ STP และวิธีเลี่ยง

ถึง STP จะเข้าใจง่าย แต่ก็มีจุดพลาดที่หลายคนตกหลุม


  1. แบ่งกลุ่มย่อยเกินไป จนไม่มีกลุ่มไหนใหญ่พอจะทำกำไรได้จริง


  2. เลือกกลุ่มที่ ดูน่าสนใจ แต่ไม่ตรงกับจุดแข็งของคลินิก พอทำจริงก็เสิร์ฟได้ไม่ดี


  3. วางตำแหน่งไม่เหมือนกันในแต่ละช่องทาง เช่น เว็บวางภาพหรู แต่แอดเน้นลดราคา ทำให้ลูกค้าสับสน และจุดที่สี่ ข้ามการทดสอบกับลูกค้าจริง อาศัยเดาเอาเอง วิธีเลี่ยงคือ ลองเช็กกับลูกค้าจริงผ่านแบบสอบถาม การพูดคุย หรือลองทำสองแบบเทียบกันก่อนทุ่มงบเต็มที่ และให้ทุกฝ่าย ทั้งการตลาด คนขาย และหน้าร้าน พูดตำแหน่งเดียวกันหมด


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

STP Marketing กับ Segmentation ต่างกันยังไง?

Segmentation เป็นแค่ขั้นแรกใน 3 ขั้นของ STP ส่วน STP คือทั้งกระบวนการที่รวม Segmentation, Targeting และ Positioning เข้าด้วยกัน

ได้ และยิ่งควรทำ เพราะงบน้อยยิ่งต้องโฟกัสกลุ่มที่ใช่ให้แม่น การเจาะกลุ่มเฉพาะเหมาะกับคลินิกเล็กเป็นพิเศษ

STP ใช้หาว่า จะทำตลาดกับใคร และวางตำแหน่งยังไง ส่วน 4P (หรือ 7P) ใช้ออกแบบ แผนการตลาดจริง หลังจากรู้กลุ่มเป้าหมายแล้ว ปกติทำ STP ก่อน แล้วค่อยทำ 4P/7P


STP Marketing คือพื้นฐานที่ควรทำก่อนเริ่มการตลาดทุกอย่าง โดยเฉพาะธุรกิจบริการอย่างคลินิกความงามที่แข่งกันดุ และต้องโฟกัสกลุ่มที่ใช่ให้แม่น สรุปสั้นๆ อีกที คือ Segment แบ่งลูกค้าเป็นกลุ่ม, Target เลือกกลุ่มที่คุ้มที่สุด และ Position วางภาพจำให้ต่างจากคู่แข่ง พอทำครบ 3 ขั้น การตลาดที่ตามมาก็จะแม่นและคุ้มกว่าเดิม

ลองเริ่มจากขั้นแรกก่อน คือหยิบข้อมูลลูกค้าคลินิกที่มีอยู่มาแบ่งกลุ่มดู แล้วถามตัวเองว่ากลุ่มไหนที่คลินิกเราดูแลได้ดีที่สุด


แต่ถ้าคุณรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใครแล้ว ติดตรงที่ยังเปลี่ยนเป็นยอดขายจริงไม่ได้ ตรงนี้แหละที่การยิงแอดให้ตรงกลุ่มเข้ามาช่วยต่อยอด เพราะ STP ที่วางไว้ดีจะได้ผลจริงก็ต่อเมื่อสื่อสารออกไปถูกที่ถูกเวลา


ME POWER Agency พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์คู่คิดธุรกิจคุณในจุดนี้ ด้วยประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์และการยิงแอดกว่า 15 ปี เราช่วยวางกลยุทธ์โฆษณาแบบครบวงจร ตั้งแต่วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย (Audience Analysis) ให้ตรงจุด ซึ่งต่อยอดจากการทำ STP ได้พอดี ไปจนถึงสร้างคอนเทนต์โฆษณาที่สะดุดตาในไม่กี่วินาที และบริหารงบบนแพลตฟอร์มหลักทั้ง Facebook Ads, Google Ads และ TikTok Ads


เราไม่ได้แค่ยิงแอด แต่มีทีมที่ตั้งใจทำความเข้าใจธุรกิจของคุณอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ทุกบาทที่ลงทุนไปเปลี่ยนเป็นยอดขายที่คุ้มค่าและวัดผลได้จริง หากอยากให้กลยุทธ์ STP ของคลินิกคุณออกดอกออกผล ปรึกษาทีม ME POWER Agency ได้เลย


 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page