เจาะลึก 8 ตำแหน่งงาน Digital Marketing Agency สายไหนที่ใช่คุณ!
- 1 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที

Key Takeaways
โตไว ท้าทาย ไม่จำเจ งานเอเจนซี่เหมาะกับคนที่ชอบเรียนรู้เร็ว ได้จับหลายธุรกิจพร้อมกัน และทำงานโดยวัดผลลัพธ์จากตัวเลขข้อมูล เป็นหลัก
หาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ สายงานนี้มีที่ว่างสำหรับทุกคน ขอแค่รู้ว่าตัวเองถนัดวิเคราะห์ตัวเลข (เช่น SEO, Ads) หรือชอบคิดไอเดียสร้างสรรค์
ผลงานสำคัญกว่าใบปริญญา ไม่ได้จบการตลาดโดยตรงก็ทำได้ ขอแค่ใช้เครื่องมือทำการตลาด เป็น เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า และพร้อมปรับตัวตามเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา
โตแบบก้าวกระโดดที่ Me Market Think: การได้ทำงานกับเอเจนซี่ที่รับทำโปรเจกต์ยากๆ และเน้นความแม่นยำสูงอย่าง "ธุรกิจคลินิกความงาม" จะช่วยบีบอัดประสบการณ์ให้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ตลาดแย่งตัวแน่นอน
Digital Marketing Agency ทำไมอาชีพนี้ถึงมาแรง
ปี 2026 ธุรกิจจะใช้แค่ความรู้สึกทำการตลาดไม่ได้แล้ว เพราะการแข่งขันสูงและเทคโนโลยีเปลี่ยนไว บริษัทต่างๆ จึงต้องการคนเก่งเฉพาะทาง ทั้งเรื่องข้อมูล, การดันเว็บให้ติดหน้าแรก และการยิงโฆษณาให้คุ้มค่า ทำให้ Digital Marketing Agency กลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องมี เพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
Digital Marketing Agency คืออะไร ต่างจากการตลาดทั่วไปอย่างไร
Digital Marketing Agency คือบริษัทที่รวมคนเก่งเฉพาะทางมารับจ้างวางแผน ทำสื่อ และดูแลการตลาดออนไลน์ให้แบรนด์หรือธุรกิจต่างๆ
ข้อแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับ ทีมการตลาดของบริษัทตัวเองคือ:
ได้ทำหลายธุรกิจ: คนทำ Agency จะได้ทำงานให้ลูกค้าหลายกลุ่มธุรกิจ แต่ In-house จะทำแค่แบรนด์ของตัวเองแบรนด์เดียว
เก่งเฉพาะเรื่อง: Agency จะมีคนเก่งแยกตามสายงานชัดเจน (เช่น คนทำ SEO, คนยิงแอด) แต่ In-house มักต้องทำได้หลายๆ อย่างในคนเดียว
ทำงานไวกว่า: งาน Agency ต้องปรับตัวไวตามเทรนด์ และต้องแก้ปัญหาให้ลูกค้าหลายเจ้าพร้อมกัน ทำให้คนทำงานเก่งและเรียนรู้ได้เร็วกว่ามาก
ตลาดงาน Digital Marketing ในไทยตอนนี้เป็นยังไงบ้าง
ตลาดแรงงานสายนี้ในไทยยังขาด คนเก่งที่รู้ลึกจริงๆโดยเฉพาะคนที่สามารถเอาข้อมูล มาวิเคราะห์ และวางแผนให้เห็นตัวเลขกำไรหรือความคุ้มค่าที่ชัดเจน ทักษะที่บริษัทต้องการตัวมากที่สุดตอนนี้คือ คนอ่านข้อมูลเก่ง, คนทำ SEO ระดับลึก และคนที่ใช้ AI ช่วยทำการตลาดได้อย่างเป็นระบบ

ตำแหน่งที่ 1 Account Executive (AE) เชื่อมระหว่างลูกค้าและทีมงาน
หน้าที่หลักของ AE ใน Agency คืออะไร
AE ไม่ใช่แค่คนคอยส่งข้อความหรือรับคำสั่งจากลูกค้ามาบอกทีม แต่เป็น "ผู้ดูแลลูกค้าและคุมโปรเจกต์" หน้าที่หลักเริ่มตั้งแต่รับโจทย์จากลูกค้า ตีโจทย์ให้ออกว่าลูกค้าต้องการแก้ปัญหาอะไรจริงๆ จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาทำงานให้ทีมในบริษัท (เช่น ทีมวางแผน, ทีมทำคอนเทนต์) เข้าใจและทำต่อได้ง่ายๆ นอกจากนี้ AE ยังต้องคอยคุมเวลาและงบประมาณ เพื่อให้งานเสร็จทันเวลาและได้คุณภาพตามที่รับปากลูกค้าไว้
ทักษะที่ต้องมี การสื่อสาร การประสานงาน และการจัดการความคาดหวัง
การสื่อสารและประสานงาน: ต้องฟังเก่ง จับประเด็นได้ ถามเจาะจงเป็น และถ่ายทอดงานให้ทีมเข้าใจได้เป๊ะๆ เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน
การจัดการความคาดหวัง: นี่คือจุดที่แบ่งแยก AE ทั่วไปกับ AE ที่เก่ง คือต้องประเมินได้ว่างานไหนทำได้จริงหรืองานไหนทำไม่ได้ รู้จักต่อรองหรือปฏิเสธอย่างสุภาพเมื่อลูกค้าของานเกินขอบเขต และถ้าโปรเจกต์มีปัญหา ต้องกล้าแจ้งลูกค้าล่วงหน้าพร้อมเสนอทางแก้ เพื่อรักษาความไว้ใจ
สายงานนี้สามารถเติบโตไปเป็นผู้บริหารได้ชัดเจน:
Account Executive (AE): คนคุมโปรเจกต์และประสานงานกับลูกค้ารายวัน (ระดับเริ่มต้น)
Account Manager (AM): ขยับมาดูแลโปรเจกต์ที่สเกลใหญ่ขึ้น คุมทีม AE อีกที และต้องช่วยวางแผนรักษาลูกค้าเก่าให้อยู่กับบริษัทนานๆ รวมถึงหาโอกาสขายงานเพิ่ม
Client Director / Account Director: ผู้บริหารระดับสูงที่คุมภาพรวมลูกค้าทั้งหมดของบริษัท รับผิดชอบเป้าหมายรายได้ และเป็นเหมือนที่ปรึกษาธุรกิจที่เข้าไปคุยกับผู้บริหารระดับสูงของฝั่งลูกค้า
ตำแหน่งที่ 2 Content Creator / Content Strategist คนที่สร้างเนื้อหาให้แบรนด์มีตัวตน
Content Strategist (คนวางแผน): เป็นคนกางแผนที่ คอยดูข้อมูล กำหนดเป้าหมาย เลือกช่องทางลงสื่อ และวางโครงเรื่องว่าแบรนด์ควรเล่าอะไร เล่าตอนไหน เพื่อกระตุ้นให้คนอยากซื้อหรือใช้บริการ
Content Creator (คนลงมือทำ): รับแผนจาก Strategist มาสร้างเป็นชิ้นงานจริง เช่น เขียนบทความ คิดแคปชัน ทำวิดีโอ โดยเน้นการเล่าเรื่องให้น่าสนใจและดึงดูดคนดู
Strategist จะบรีฟให้Creator ไปทำคอนเทนต์ พอโพสต์ออกไปแล้ว Strategist จะเอาผลลัพธ์ที่ได้ (เช่น ยอดคนดู ยอดคลิก) กลับมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแผนในรอบถัดไป
ทักษะที่ต้องมี การเขียน การคิด Concept และการเข้าใจ Audience
เข้าใจคนอ่าน: ต้องรู้ว่าลูกค้ามีปัญหาอะไร ชอบคุยภาษาแบบไหน และเล่นโซเชียลแอปไหนเป็นหลัก เพื่อให้เขียนคอนเทนต์ออกมาได้ "โดนใจ"ฅ
คิดคอนเซปต์เก่ง: สามารถตีโจทย์ของแบรนด์ให้ออกมาเป็นไอเดียหลักที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร แต่ยังช่วยสนับสนุนธุรกิจได้
เขียนและเล่าเรื่องเป็น: ตั้งแต่คิดพาดหัวให้คนหยุดเลื่อนดู ไปจนถึงเขียนข้อความกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อ โดยต้องปรับภาษาหรือน้ำเสียงการเขียนให้เข้ากับลักษณะของแต่ละแบรนด์ได้
เครื่องมือที่ Content ใน Agency ใช้งานจริง เช่น Notion, Trello, Google Analytics
การทำคอนเทนต์ใน Agency ไม่ใช่พิมพ์งานใน Word ต้องใช้โปรแกรมช่วยจัดการระบบด้วย:
Notion และ Trello: โปรแกรมเอาไว้วางตารางงานและตามงาน ช่วยให้คนทั้งทีมเห็นสถานะตรงกันว่า งานชิ้นไหนกำลังร่างอยู่ ชิ้นไหนรอตรวจ หรือชิ้นไหนพร้อมโพสต์แล้ว งานจะได้ไม่ตกหล่น
Google Analytics และระบบหลังบ้านโซเชียล: เครื่องมือดูตัวเลขสถิติ เอาไว้เช็คว่าคอนเทนต์ไหนคนเข้าดูเยอะ คอนเทนต์ไหนคนกดไลก์กดแชร์เยอะ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงแผนคอนเทนต์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ตำแหน่งที่ 3 Graphic Designer / Visual Content Creator คนทำไอเดียให้เป็นภาพ
งานของ Graphic Designer ใน Agency ต่างจาก Freelance อย่างไร
ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ "การทำงานร่วมกับคนอื่น" เพราะการเป็นดีไซเนอร์ใน Agency ไม่ใช่การฉายเดี่ยว:
ทำงานเป็นทีม: ดีไซเนอร์ต้องรับบรีฟจากทีมวางแผน หรือทีมดูแลลูกค้า และต้องทำงานร่วมกับคนเขียนเนื้อหา เพื่อให้ภาพและข้อความเข้ากันได้ดีที่สุด ต่างจาก Freelance ที่มักจะคิดและออกแบบทุกอย่างด้วยตัวเอง
ต้องปรับตัวไว: Agency ดูแลลูกค้าหลายแบรนด์พร้อมกัน ดีไซเนอร์จึงต้องสลับสไตล์การออกแบบให้ตรงกับสีและภาพลักษณ์ ของแต่ละแบรนด์ให้ได้ในเวลาที่จำกัด
มีขั้นตอนตรวจสอบงาน: การทำงานใน Agency จะมีระบบตรวจงานที่เข้มงวดกว่า เพื่อให้มั่นใจว่างานออกแบบนั้นตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจของลูกค้าจริงๆ
ทักษะและโปรแกรมที่ต้องใช้ Adobe Suite, Figma, Canva Pro
เครื่องมือที่ดีไซเนอร์ต้องใช้แบ่งตามงานได้ดังนี้:
Adobe Suite (Photoshop, Illustrator): เป็นเครื่องมือหลักสำหรับงานออกแบบที่ต้องการความละเอียดสูง หรืองานที่มีรายละเอียดซับซ้อน
Figma: ใช้สำหรับการออกแบบเว็บไซต์ หรือการวางหน้าเว็บต่างๆ ที่ต้องการแชร์งานให้คนในทีมและลูกค้าดูแบบเรียลไทม์
Canva Pro: ใช้สำหรับงานโซเชียลมีเดียที่ต้องเน้นความเร็วสูง หรือการทำเทมเพลตมาตรฐานที่ต้องใช้งานบ่อยๆ
พื้นฐานสำคัญ: นอกจากโปรแกรมแล้ว ต้องเข้าใจเรื่องการจัดวางตัวอักษร, การเลือกใช้สี และการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลในภาพ
Motion Graphic และ Video Editor เป็นสกิลเสริมที่ Agency มองหามากขึ้น
สมัยนี้คนชอบดูวิดีโอสั้น (เช่น TikTok หรือ Reels) มากกว่าภาพนิ่งเพียงอย่างเดียวแล้ว Agency จึงมองหาคนที่มีทักษะรอบด้านแบบ "ตัว T" คือเก่งกราฟิกเป็นหลัก แต่มีทักษะเสริมเรื่อง การทำภาพเคลื่อนไหว Motion Graphic หรือ การตัดต่อวิดีโอ Video Editing
ถ้าใครทำภาพให้ขยับได้หรือตัดต่อคลิปสั้นเป็น จะถือเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นมาก และช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานสูงขึ้นแน่นอน
ตำแหน่งที่ 4 SEO Specialist คนทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Search Engine
SEO ทำอะไรบ้าง?
หน้าที่หลักไม่ใช่แค่เอาคำฮิตๆคีย์เวิร์ด ไปยัดไว้ในบทความ แต่ต้องดูแลเว็บไซต์ทั้งหมดให้ Google ชอบ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ:
1. การปรับหน้าเว็บ On-page: จัดระเบียบเนื้อหาบนเว็บให้สวยงาม อ่านง่าย และใส่คำค้นหาลงไปให้พอดี เพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้ากำลังพิมพ์หาใน Google
2. การสร้างความน่าเชื่อถือจากภายนอก (Off-page): ทำให้เว็บดูน่าเชื่อถือ โดยการไปหาเว็บไซต์ดังๆ หรือเว็บอื่นๆ ให้ช่วยแปะลิงก์อ้างอิงกลับมาที่เว็บของเรา (เหมือนมีคนดังช่วยแนะนำร้านเรา)
3. การปรับแต่งระบบหลังบ้าน (Technical): คุยกับคนทำเว็บ (โปรแกรมเมอร์) เพื่อแก้ปัญหาทางเทคนิค เช่น ทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้น ไม่ค้าง และทำให้ระบบของ Google เข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บเราได้ง่ายๆ
ทักษะที่ต้องมี:
คนทำตำแหน่งนี้ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเก่งและอยู่กับตัวเลขตลอดเวลา ได้แก่:
หาคำค้นหาเก่ง Keyword Research: ต้องรู้ว่าลูกค้าจะพิมพ์คำว่าอะไรเพื่อหาสินค้าเรา และใช้โปรแกรมเฉพาะทางเพื่อดูว่าคำนั้นคู่แข่งเยอะไหม เราจะสู้ไหวหรือเปล่า
สร้างลิงก์ Link Building: ไม่ใช่แค่ไปแปะลิงก์สแปมกวนใจคนอื่น แต่ต้องเจรจาหรือทำคอนเทนต์ดีๆ จนเว็บอื่นยอมแปะลิงก์ส่งคนกลับมาหาเว็บเรา
อ่านสถิติของ Google เป็น Google Search Console: ดูสถิติหลังบ้านเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า ทำไมช่วงนี้คนเข้าเว็บน้อยลง เว็บมีปัญหาตรงไหน หรือจะทำยังไงให้คนเห็นแล้วอยากคลิกมากขึ้น
ทำไมทำ SEO ในเอเจนซี่ถึงท้าทายกว่า?
ทำเว็บเดียวให้ตัวเองยังพอรับมือได้ แต่ในเอเจนซี่ต้องดูแลลูกค้า 5-10 เจ้าพร้อมกัน ซึ่งจะเจอความยาก 3 เรื่อง:
ต้องสลับสมองให้ไว: วันนี้อาจจะต้องทำเว็บคลินิกความงาม พรุ่งนี้ต้องทำเว็บขายบ้าน เลยต้องเข้าใจธุรกิจของลูกค้าแต่ละเจ้า และรู้จักคู่แข่งที่ต่างกันอย่างรวดเร็ว
ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ: งาน SEO ไม่ได้ทำปุ๊บติดปั๊บ แต่ต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะเห็นผล คนทำเลยต้องใจเย็น และอธิบายความคืบหน้าให้ลูกค้าที่ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ฟังได้ง่ายๆ
รับมือตอน Google เปลี่ยนระบบ: เวลา Google ปรับเกณฑ์การจัดอันดับเว็บทีนึง คนทำ SEO ต้องรีบเข้าไปเช็คและแก้ไขเว็บให้ลูกค้าทุกเจ้าพร้อมๆ กันในเวลาอันสั้น เพื่อไม่ให้อันดับเว็บลูกค้าตก
ตำแหน่งที่ 5 Ads Specialist คนยิงโฆษณา คุมงบให้ได้กำไร
ไม่ใช่แค่การใส่เงินแล้วกดปุ่ม โปรโมท แล้วปล่อยทิ้งไว้แต่ เป็นการยิงโฆษณาที่เน้น ผลลัพธ์ที่วัดเป็นตัวเลขได้จริง
การยิงโฆษณาทั่วไปอาจจะแค่อยากให้คนเห็นเยอะๆ ยอดวิว ยอดไลก์แต่ตำแหน่งนี้จะโฟกัสไปที่เป้าหมายหลัก คือ ยอดคนทักแชท หรือ ยอดสั่งซื้อ หน้าที่สำคัญคือต้องคอยเฝ้าดูและปรับแต่งโฆษณาตลอดเวลา เพื่อรีดประสิทธิภาพให้เงินทุกบาทที่ลูกค้าจ่ายไปคุ้มค่าที่สุด
ช่องทางโฆษณาที่ต้องใช้ให้เป็น
Facebook & Instagram: เก่งเรื่องการสร้างความอยากซื้อ โดยเจาะจงกลุ่มเป้าหมายจากความสนใจ และตามไปหลอกหลอนคนที่เคยดูลูกค้าเรา (แต่ยังไม่ซื้อ) ให้กลับมาซื้อ
Google Ads: ดักรอคนที่มีความต้องการซื้ออยู่แล้ว (เพราะเขาพิมพ์ค้นหาสิ่งนั้นในกูเกิล) รวมไปถึงการเอาป้ายโฆษณาไปแปะตามเว็บต่างๆ และบน YouTube
TikTok Ads: ช่องทางทำเงินที่โตไวสุดๆ เน้นทำคลิปวิดีโอสั้นๆ ป้ายยาให้คนดูแล้วตัดสินใจกดซื้อทันที
LINE Ads: สำคัญมากสำหรับตลาดเมืองไทย เอาไว้สำหรับปิดการขาย ดูแลลูกค้าเก่า และบรอดแคสต์ส่งโปรโมชั่นเด็ดๆ
ทักษะที่ต้องมี เก่งการตลาด + เก่งตัวเลข
อ่านสถิติและตัวเลขเป็น: ต้องดูข้อมูลหลังบ้านแล้วรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เช่น โฆษณานี้คนเห็นเยอะแต่ทำไมไม่คลิกเข้าเว็บ หรือคลิกเข้าเว็บแล้วทำไมถึงไม่ยอมกดซื้อ
ชอบทดลองเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุด (A/B Testing): ต้องลองทำโฆษณาหลายๆ แบบ เช่น ลองเปลี่ยนรูปภาพ เปลี่ยนคำพาดหัว หรือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อดูว่าแบบไหนทำยอดขายได้ดีที่สุด แล้วรีบปิดโฆษณาตัวที่กินเงินฟรีทิ้งไป
คำนวณต้นทุนและกำไรเป็น: ต้องคุม "ต้นทุนต่อการทักหรือซื้อ 1 ครั้ง" ให้อยู่ในจุดที่ลูกค้ายังมีกำไร และต้องคำนวณให้ลูกค้าเห็นภาพชัดเจนว่า จ่ายค่าโฆษณาให้เราไปเท่านี้ ได้เงินคืนกลับมาคุ้มค่าแค่ไหน
ตำแหน่งที่ 6 Social Media Manager คนดูแลโซเชียลมีเดียให้แบรนด์มีชีวิตชีวา
วันๆ ต้องดูแลกี่เพจ กี่แอป?
ถ้าทำงานบริษัททั่วไปอาจจะดูแลแค่ 3-4 ช่องทางของแบรนด์ตัวเอง แต่ถ้าทำในเอเจนซี่ต้องดูแลลูกค้าทีละ 3-5 แบรนด์ ซึ่งแต่ละเจ้าก็จะมีเพจ Facebook, IG, TikTok, X (Twitter) และ LINE ของตัวเอง
รวมๆ แล้ววันนึงอาจจะต้องคุมถึง 10-15 หน้าต่าง ความท้าทายคือต้อง "สลับสมองให้ทัน" ต้องจำให้ได้แม่นๆ ว่าแบรนด์นี้ต้องคุยด้วยน้ำเสียงหรือนิสัยแบบไหน กฎข้อห้ามคืออะไร และต้องรู้ว่าคนเล่นแต่ละแอปชอบดูอะไรที่ไม่เหมือนกัน
ทักษะที่ต้องมี (นักวางแผน + คนไวต่อกระแส)
วางคิวโพสต์ล่วงหน้าได้: ต้องจัดตารางงานเป็นเดือนๆ ได้ว่า วันไหนจะลงคอนเทนต์ขายของ วันไหนให้ความรู้ วันไหนเน้นตลก เพื่อให้เพจดูมีอะไรน่าติดตามตลอด ไม่น่าเบื่อ
เกาะกระแสเก่ง (ตามเทรนด์): หูตาไว รู้ว่าวันนี้คนในโซเชียลกำลังฮิตเรื่องอะไร ดราม่าเรื่องอะไร แล้วหยิบกระแสนั้นมาเล่นกับแบรนด์ตัวเองได้แบบเนียนๆ ทันเวลา และต้องไม่ทำให้แบรนด์ดูแย่
ดูแลลูกเพจเก่ง: ไม่ใช่แค่เป็นแอดมินตอบคำถามทั่วไป แต่ต้องชวนลูกเพจคุยให้รู้สึกสนิทใจ ถ้าร้านมีปัญหาหรือเจอดราม่าก็ต้องรับมือและดับไฟเป็น จนทำให้คนติดตามกลายมาเป็นแฟนคลับที่รักและพร้อมปกป้องแบรนด์เรา
ตำแหน่งที่ 7 Project Manager (PM) คนคุมงานให้เสร็จทันเวลา
PM ต้องดูแลอะไรบ้าง?
ตำแหน่งนี้ หน้าที่ไม่ได้มีแค่ตามงาน แต่ต้องคอยจัดระเบียบให้งานไหลลื่น โดยคุม 3 เรื่องหลัก คือ:
1. คุมคน: คอยดูว่าทีมงานแต่ละคน เช่น คนเขียนคอนเทนต์, กราฟิก ใครงานล้นมือไปแล้ว ใครยังพอรับไหว แล้วแจกจ่ายงานให้ถูกคนและพอดีกับเวลาที่เขามี
2. คุมเวลา: จับโปรเจกต์ใหญ่ๆ มาซอยเป็นงานชิ้นเล็กๆ แล้วกำหนดวันส่งของแต่ละขั้นตอน เพื่อไม่ให้งานไปกระจุกคอขวดอยู่ที่แผนกใดแผนกหนึ่งจนส่งลูกค้าไม่ทัน
3. คุมงานงอก: คอยปกป้องทีมงานจาก งานที่งอกเพิ่มมาทีหลังต้องช่วยประเมินกับ AE ว่า ถ้านอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ทีมงานจะทำทันไหม หรือต้องขอเลื่อนวันส่ง
โปรแกรมที่ต้องใช้ให้คล่อง
ทำเอเจนซี่ลูกค้าเยอะ จะมาจดใส่กระดาษหรือจำเอาไม่ได้ PM เลยต้องใช้โปรแกรมช่วยจัดตารางงาน เพื่อให้ทุกคนในบริษัทเห็นคิวงานตรงกัน เช่น:
ClickUp / Asana: โปรแกรมจัดตารางงานที่เห็นภาพรวมได้กว้างมาก ใช้เช็คได้เลยว่าพนักงานแต่ละคนตอนนี้คิวงานแน่นแค่ไหน
Monday.com: หน้าตาสีสันดูง่าย มีระบบช่วยเตือนอัตโนมัติ เหมาะกับโปรเจกต์ใหญ่ที่มีคนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย
Trello: โปรแกรมสุดคลาสสิกที่ใช้งานง่ายมาก แบ่งหน้าจอเป็นช่องๆ เช่น งานที่ต้องทำ ➔ กำลังทำ ➔ รอตรวจ ➔ เสร็จแล้ว เหมาะกับคิวงานที่ต้องทำส่งกันรายวัน
ทักษะที่ต้องมี เก่งแก้ปัญหา และรับมือกับคน
จัดลำดับความสำคัญเป็น: ในเอเจนซี่ งานทุกชิ้นมักจะด่วน! PM ต้องมีเหตุผลและแยกให้ออกว่า งานไหนด่วนจริงต้องทำก่อน งานไหนรอได้
กล้าปฏิเสธ: ต้องเป็นหนังหน้าไฟ กล้าปฏิเสธกำหนดส่งงานที่เป็นไปไม่ได้จริง เพื่อปกป้องไม่ให้ทีมงานทำงานหนักจนป่วย และอธิบายเหตุผลให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างมืออาชีพ
มีแผนสำรองเสมอ: ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิด เช่น กราฟิกลาป่วยกะทันหัน หรือระบบเว็บล่มก่อนวันปล่อยงาน PM ต้องเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ แล้วแก้ปัญหาทันที
ตำแหน่ง 8 Strategist / Planner คนวางแผนภาพใหญ่ให้แคมเปญ
ตำแหน่งนี้ทำอะไรบ้าง?
ออกแบบการตลาดทั้งหมด ตำแหน่งนี้ไม่ต้องลงมือเขียนบทความหรือยิงโฆษณาเอง แต่มีหน้าที่หาข้อมูล ดูตลาด ดูคู่แข่ง และดูพฤติกรรมลูกค้า เพื่อหาว่าลูกค้าต้องการอะไรจริงๆ
จากนั้นจะเอาข้อมูลมาวางแผนว่า "แบรนด์ควรพูดเรื่องอะไร ให้ใครฟัง ตอนไหน และผ่านช่องทางไหนบ้าง" เพื่อเปลี่ยนคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์ ให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายว่า แผนที่ทำไปทั้งหมดนี้ ธุรกิจต้องได้อะไรกลับมา
ทักษะที่ต้องมี คิดวิเคราะห์เก่ง + พรีเซนต์เก่ง
คิดเชื่อมโยงเรื่องราวได้: ต้องเอาข้อมูลตัวเลขเยอะๆ มาตีความให้ออกว่า แบรนด์ควรไปทางไหน และคาดเดาได้ว่าถ้าทำตามแผนนี้แล้วจะเกิดผลลัพธ์อะไรตามมา
เข้าใจเรื่องธุรกิจ: ต้องรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดของการทำการตลาดคือ "กำไร" ไม่ใช่แค่ยอดไลก์หรือยอดวิว ต้องรู้ว่าทำไปแล้วลูกค้าจะคุ้มทุนไหม
พรีเซนต์และพูดโน้มน้าวใจเก่ง: เป็นทักษะที่สำคัญที่สุด! ต้องย่อยข้อมูลยากๆ ให้ฟังดูเข้าใจง่าย และพูดโน้มน้าวให้เจ้าของแบรนด์หรือผู้บริหารยอม ซื้อไอเดีย และอนุมัติเงินให้ทำโปรเจกต์
มักไม่รับเด็กจบใหม่
การจะวางแผนภาพใหญ่ให้เก่งได้ ต้องเคยลงมือทำหน้างานจริงมาก่อน ตำแหน่งนี้เลยมักจะรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 3-5 ปีขึ้นไป เช่น:
เคยเป็น AE มาก่อน: เพราะจะเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้า
เคยทำคอนเทนต์ หรือยิงโฆษณามาก่อน: เพราะจะเล่าเรื่องเป็น และเข้าใจการใช้สื่อกับข้อมูลตัวเลขต่างๆ
เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมองภาพรวมการตลาดออกหมดแล้ว ก็จะขึ้นมาเป็น Strategist และในอนาคตสามารถเติบโตไปเป็นผู้บริหารระดับสูงด้านการตลาด CMO ได้เลยครับ
เปรียบเทียบภาพรวม ตำแหน่ง เหมาะกับใคร มีสกิลแบบไหน

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจยื่นเรซูเม่ นี่คือตารางเปรียบเทียบความต้องการของแต่ละตำแหน่งใน Digital Marketing Agency:
ทำงานกับ Me Market Think ทำไมคนที่นี่ถึงแฮปปี้และเก่งขึ้น?
บรรยากาศการทำงานและวัฒนธรรมของเรา
ที่ Me Market Think เราทำงานโดยใช้ "ตัวเลขและข้อมูลจริง" มาวัดผล ไม่นั่งเดาใจลูกค้า เราเชี่ยวชาญมากในธุรกิจที่แข่งขันดุเดือดอย่าง คลินิกความงาม
ที่นี่เราทำงานกันเป็นทีมเวิร์คจริงๆ ทั้งทีมทำรูป ทีมเขียนคอนเทนต์ และทีมวางแผน ต้องคุยและช่วยกันคิดตลอด เพื่อให้งานที่ออกมาดูดีและช่วยลูกค้าสร้างยอดขายได้จริง
โอกาสเก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
ทำงานที่นี่ คุณจะไม่ได้แค่ทำตามสั่งไปวันๆ แต่เราจะปั้นให้คุณเป็น ตัวจริง ในสายงานนี้ คุณจะได้ใช้โปรแกรมการตลาด เช่น โปรแกรมดูข้อมูลคู่แข่ง, โปรแกรมจับกระแสโซเชียล และการได้ทำโปรเจกต์เฉพาะทางยากๆ อย่างคลินิกความงาม จะช่วยอัดแน่นประสบการณ์ให้คุณเก่งไวกว่าการไปทำโฆษณาสินค้าทั่วๆ ไปแน่นอน
สวัสดิการเมื่อมาร่วมทีมกับ Me Market Think
เพื่อให้ทีมงานทำงานได้อย่างมีความสุขและเต็มที่ เรามีสวัสดิการที่ดูแลทั้งเรื่องงาน การเงิน และชีวิตส่วนตัว:
เวลาทำงานและวันหยุด
ทำงาน 5 วัน/สัปดาห์: วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09:00 - 18:00 น. (หยุดพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์แบบเต็มอิ่ม)
วันหยุดจัดเต็ม: วันหยุดตามนักขัตฤกษ์, ลาพักร้อน 6 วัน/ปี และลากิจ 3 วัน/ปี
พิเศษ! วันเกิดได้หยุดพัก: ให้คุณได้หยุดพักผ่อนชาร์จแบตในวันเกิดของตัวเองฟรี 1 วัน
เรื่องเงินๆ ทองๆ และความก้าวหน้า
ปรับเงินเดือนตามผลงาน: มีการประเมินและปรับฐานเงินเดือนตาม KPI ชัดเจน ยิ่งเก่งยิ่งโตไว
เบี้ยขยัน: เดือนละ 500 บาท สำหรับคนที่รับผิดชอบเวลาได้ดี
ค่าเดินทาง: มีซัพพอร์ตค่าเดินทางให้ กรณีต้องออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ (เช่น วันที่ต้องไปออกกองถ่ายทำ)
อัปสกิลตลอดเวลา: สนับสนุนให้ไปดูงานนอกสถานที่ หรือส่งไปอบรมสัมมนาภายนอกเพื่อพัฒนาตัวเอง
ความสุขในออฟฟิศ
โซนเสบียงฟรี: มีเครื่องดื่ม ชา กาแฟ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนม (Snacks) ให้ทานเล่นรองท้องตลอดวัน
เที่ยวและปาร์ตี้: มีทริปท่องเที่ยวประจำปี พร้อมทั้งงานเลี้ยงสังสรรค์และกิจกรรมสนุกๆ ในออฟฟิศ
ดูแลกันในทุกช่วงจังหวะของชีวิต
เงินทำขวัญบุตร: รับขวัญหลานสำหรับพนักงานที่อยู่ด้วยกันเกิน 2 ปีขึ้นไป (พนักงานหญิง 3,000 บาท / พนักงานชาย 1,500 บาท)
เงินสนับสนุนอื่นๆ: มีเงินช่วยเหลืองานมงคล (เช่น งานแต่งงาน) และงานฌาปนกิจศพ เพื่อดูแลกันในยามจำเป็น
คำถามที่พบบ่อย FAQ ก่อนสมัครงาน Agency
1. จบการตลาดมา ต้องรู้อะไรก่อนเริ่มงาน?
ความรู้ในห้องเรียนดีมาก แต่ตอนทำงานจริงคุณต้อง ใช้โปรแกรมให้เป็น ด้วย เช่น รู้วิธีกดตั้งค่าโฆษณาใน Facebook, ดูตัวเลขสถิติคนเข้าเว็บเป็น หรือใช้โปรแกรมหาคำค้นหาเป็น ที่สำคัญคือต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอด เพราะพวกระบบหรือแอปต่างๆ มันอัปเดตเปลี่ยนหน้าตาแทบทุกเดือน
2. ไม่ได้เรียนจบการตลาด สมัครงานเอเจนซี่ได้ไหม?
สมัครได้แน่นอนครับ! วงการนี้เขาดูว่า "เราทำอะไรเป็นบ้าง" มากกว่าดูใบปริญญา เช่น จบนิเทศฯ ก็มาทำหน้าที่คิดคอนเทนต์ได้ หรือถ้าจบวิศวะ/สายวิทย์มา ก็มักจะทำงานแนววิเคราะห์ตัวเลขและยิงโฆษณาได้ดี ขอแค่คุณเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรและอ่านตัวเลขสถิติเป็น ก็ทำงานเอเจนซี่ได้สบายๆ
3. ทำ Agency กับ In-house ต่างกันยังไง? ต่างกันที่ "จำนวนงานและความไว" ครับ
ทำเอเจนซี่ (Agency): ต้องทำงานไว เพราะต้องดูแลลูกค้าหลายเจ้า หลายธุรกิจพร้อมๆ กัน เหมาะกับคนขี้เบื่อ ชอบความท้าทาย และอยากเก่งเร็วๆ
ทำบริษัททั่วไป (In-house): ดูแลแค่แบรนด์ของบริษัทตัวเองแบรนด์เดียว เหมาะกับคนที่ชอบทำงานแบบเจาะลึกยาวๆ และชอบงานที่วางแผนไว้แล้ว ไม่ชอบความฉุกละหุก
4. ต้องทำงานกี่ปีถึงจะขยับไปเป็นระดับรุ่นพี่ (Senior) ได้?
ปกติทั่วไปจะขอประสบการณ์ 3-5 ปีขึ้นไป แต่สายงานนี้ ความเก่งสำคัญกว่าอายุงานถ้าคุณเพิ่งทำงานมาแค่ 2-3 ปี แต่เคยรับผิดชอบงานยากๆ คุมเงินค่าโฆษณาก้อนใหญ่ หรือปั้นยอดขายให้ลูกค้าได้เยอะจริงๆ คุณก็สามารถข้ามขั้นขึ้นไปเป็น Senior ได้เร็วกว่าคนอื่นครับ
เริ่มต้นทำงานสายการตลาดออนไลน์ Digital Marketing ที่นี่
เลือกงานที่เหมาะกับตัวเอง และใช้ข้อดีของตัวเองให้เป็น งานสายนี้เปิดรับคนทุกแบบ ไม่ว่าคุณจะชอบคิดเลขดูข้อมูล หรือชอบคิดไอเดียเล่าเรื่องสนุกๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้อง รู้ว่าตัวเองถนัดอะไรและชอบทำอะไร
ถ้าคุณได้ทำสิ่งที่ชอบ คุณจะสนุกไปกับมัน และไม่ยอมแพ้เวลาเจองานหนักหรือต้องรีบปรับตัวตามกระแสโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนไว คือเคล็ดลับที่จะทำให้คุณเก่งขึ้นและทำงานสายนี้ไปได้ยาวๆ
กล้าลองสิ่งใหม่ แล้วมาลุยด้วยกันที่ Me Market Think ถ้าคุณพร้อมเอาความเก่งมาทำให้เกิดยอดขายจริงๆ และอยากโตไปกับทีมที่รับฟังความเห็นของคุณ Me Market Think กำลังตามหาเพื่อนร่วมทีมที่มีไฟและอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

