top of page

Co Marketing คืออะไร? กลยุทธ์จับมือแบรนด์อื่นให้ธุรกิจโตแบบ Win-Win

  • 2 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที
Co Marketing คืออะไร? กลยุทธ์จับมือแบรนด์อื่นให้ธุรกิจโตแบบ Win-Win

Co Marketing คืออะไร?

Co Marketing คือ การที่แบรนด์ 2 แบรนด์ขึ้นไปร่วมกันทำการตลาด โดยแต่ละแบรนด์ยังขายสินค้าหรือบริการของตัวเองเหมือนเดิม แต่ช่วยกันทำแคมเปญบางอย่าง เช่น ทำคอนเทนต์ร่วมกัน จัด Live ร่วมกัน ทำโปรโมชันร่วมกัน หรือช่วยกันโปรโมตผ่านช่องทางของแต่ละแบรนด์ เป้าหมายคือช่วยให้แคมเปญเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และทำให้ทั้งสองแบรนด์ได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างสินค้าใหม่ร่วมกัน จุดสำคัญคือทั้งสองแบรนด์ควรมีเหตุผลที่เข้ากันได้ และลูกค้าต้องเข้าใจได้ว่าความร่วมมือนี้มีประโยชน์กับเขาอย่างไร 


Co Marketing สำคัญกับธุรกิจอย่างไร

เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ง่ายขึ้น

Co Marketing ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะได้ใช้ช่องทางโปรโมตหรือฐานลูกค้าของพาร์ตเนอร์ร่วมกัน หากสองแบรนด์มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกัน ลูกค้าของอีกแบรนด์ก็อาจสนใจสินค้า บริการ หรือคอนเทนต์ของเราได้ วิธีนี้จึงเหมาะกับธุรกิจที่อยากหาลูกค้าใหม่ โดยไม่ต้องเริ่มทำการตลาดจากศูนย์ทั้งหมด


เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์

การร่วมมือกับแบรนด์ที่ลูกค้ารู้จักหรือไว้วางใจอยู่แล้ว ช่วยให้ลูกค้าเปิดใจต่อแบรนด์ของเราได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่ หรือธุรกิจที่อยากสร้างความน่าเชื่อถือในตลาด เพราะลูกค้าอาจมองว่าทั้งสองแบรนด์มีความเกี่ยวข้องกันและเลือกมาร่วมมือกันด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่ต้องเลือกพาร์ตเนอร์ที่ภาพลักษณ์เข้ากัน เพื่อไม่ให้แคมเปญดูไม่สมเหตุสมผล


ใช้งบการตลาดได้คุ้มค่าขึ้น

Co Marketing ช่วยให้แบรนด์แบ่งค่าใช้จ่ายและทรัพยากรร่วมกันได้ เช่น ค่าโฆษณา ค่าทำคอนเทนต์ ค่าจัดกิจกรรม ช่องทางโปรโมต หรือทีมงาน ทำให้แต่ละแบรนด์ไม่ต้องรับภาระทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว หากวางแผนดี แคมเปญก็มีโอกาสเข้าถึงคนได้มากขึ้น โดยใช้งบคุ้มค่ากว่าการทำคนเดียว


สร้างแคมเปญที่มีคุณค่ากับลูกค้ามากขึ้น

Co Marketing ที่ดีไม่ควรทำเพื่อโปรโมตแบรนด์อย่างเดียว แต่ควรทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์จริง เช่น ได้ความรู้มากขึ้น ได้ข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการ ได้สินค้า/บริการที่ใช้ร่วมกันได้ดี หรือได้ประสบการณ์ใหม่จากการร่วมมือของสองแบรนด์ เมื่อแคมเปญมีเหตุผลและตอบโจทย์ลูกค้า ลูกค้าจะเข้าใจได้ง่ายว่าทำไมสองแบรนด์นี้ถึงมาร่วมมือกัน และจดจำแคมเปญได้มากขึ้น\


Co Branding

Co Branding คือ การที่แบรนด์ 2 แบรนด์ขึ้นไปร่วมกันสร้างสินค้าหรือบริการใหม่ โดยนำชื่อ ภาพลักษณ์ หรือจุดเด่นของแต่ละแบรนด์มาใช้ร่วมกัน เช่น สินค้ารุ่นพิเศษ แพ็กเกจร่วม หรือบริการที่มีชื่อของทั้งสองแบรนด์อยู่ด้วยกัน จุดต่างจาก Co Marketing คือ Co Branding มักเกี่ยวข้องกับ “ตัวสินค้า หรือบริการที่สร้างร่วมกัน” มากกว่า ส่วน Co Marketing จะเน้น “การทำการตลาดร่วมกัน” โดยไม่จำเป็นต้องมีสินค้าใหม่เสมอไป 


Affiliate Marketing

Affiliate Marketing คือ การที่แบรนด์ให้คนอื่นช่วยโปรโมตสินค้า หรือบริการผ่านลิงก์ โค้ดส่วนลด หรือโค้ดเฉพาะของแต่ละคน เมื่อมีคนซื้อสินค้า สมัครสมาชิก หรือทำตามเงื่อนไขผ่านลิงก์นั้น ผู้โปรโมตจะได้รับค่าคอมมิชชัน จุดต่างจาก Co Marketing คือ Affiliate Marketing เน้นการช่วยขายและรับผลตอบแทนตามผลงาน ส่วน Co Marketing เป็นการที่แบรนด์ร่วมกันวางแผนและทำแคมเปญ ไม่ได้จำกัดแค่การขายผ่านลิงก์หรือการจ่ายค่าคอมมิชชัน 


รูปแบบของ Co Marketing ที่ธุรกิจนิยมใช้

รูปแบบของ Co Marketing ที่ธุรกิจนิยมใช้

ทำคอนเทนต์ร่วมกัน

การทำคอนเทนต์ร่วมกัน คือ การที่ 2 แบรนด์ช่วยกันสร้างเนื้อหา เช่น บทความ วิดีโอ E-book โพสต์ให้ความรู้ หรือ Case Study โดยแต่ละแบรนด์นำความรู้และมุมมองของตัวเองมาเติมให้คอนเทนต์มีประโยชน์กับลูกค้ามากขึ้น รูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่อยากสร้างความน่าเชื่อถือ ให้ความรู้กับลูกค้า และดึงดูดคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน โดยไม่ต้องเน้นขายของตั้งแต่แรก 


จัด Webinar, Live หรือ Workshop ร่วมกัน

การจัด Webinar, Live หรือ Workshop ร่วมกัน คือ การที่ 2 แบรนด์มาช่วยกันให้ความรู้หรือพูดคุยกับลูกค้าในหัวข้อเดียวกัน เช่น การสอนใช้งาน การอธิบายปัญหา หรือการแนะนำวิธีแก้ไข เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าต้องใช้ข้อมูลก่อนตัดสินใจ เช่น ซอฟต์แวร์ การศึกษา การเงิน สุขภาพ หรือบริการเฉพาะทาง จุดสำคัญคือหัวข้อต้องมีประโยชน์กับลูกค้าของทั้งสองแบรนด์ ไม่ใช่จัดขึ้นมาเพื่อขายสินค้าอย่างเดียว 


ทำโปรโมชันหรือแพ็กเกจร่วมกัน

การทำโปรโมชันหรือแพ็กเกจร่วมกัน คือ การที่ 2 แบรนด์นำสินค้า บริการ หรือสิทธิพิเศษมาจัดร่วมกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกหรือความคุ้มค่ามากขึ้น เช่น ซื้อสินค้าจากแบรนด์หนึ่งแล้วได้ส่วนลดจากอีกแบรนด์ หรือจัดเซ็ตสินค้าที่ใช้คู่กันได้ดี วิธีนี้เหมาะกับแบรนด์ที่สินค้าหรือบริการเสริมกันจริง เพราะจะทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายว่าทำไมสองแบรนด์นี้ถึงมาร่วมมือกัน และเขาได้ประโยชน์อะไรจากแคมเปญนี้ 


จัดอีเวนต์หรือแคมเปญร่วมกัน

การจัดอีเวนต์หรือแคมเปญร่วมกัน คือ การที่ 2 แบรนด์ช่วยกันทำกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักและมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น เช่น งานเปิดตัวสินค้า Pop-up Event กิจกรรมทดลองใช้สินค้า แคมเปญออนไลน์ หรือกิจกรรมพิเศษในช่วงเทศกาล วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าได้เห็นประสบการณ์จริงจากทั้งสองแบรนด์ ไม่ใช่แค่เห็นโฆษณาอย่างเดียว จุดสำคัญคือทั้งสองแบรนด์ต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัด เช่น ใครดูแลสถานที่ ใครทำคอนเทนต์ ใครโปรโมต ใครดูแลลูกค้า และจะวัดผลหลังจบแคมเปญอย่างไร เพื่อให้แคมเปญทำงานได้เป็นระบบ และไม่สับสนทั้งฝั่งแบรนด์และลูกค้า 


ธุรกิจแบบไหน เหมาะกับการทำ Co Marketing

ธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกัน

ธุรกิจที่เหมาะกับการทำ Co Marketing คือธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกับพาร์ตเนอร์ แต่ไม่จำเป็นต้องขายสินค้าเหมือนกัน เช่น แบรนด์สกินแคร์กับคลินิกความงาม ร้านกาแฟกับแบรนด์ขนม หรือซอฟต์แวร์กับเอเจนซีการตลาด เพราะลูกค้าของทั้งสองแบรนด์มีความสนใจที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว เมื่อทำแคมเปญร่วมกันจึงมีโอกาสเข้าถึงคนที่สนใจจริงได้มากขึ้น 


ธุรกิจที่มีจุดแข็งต่างกันแต่ช่วยเสริมกันได้

Co Marketing เหมาะกับธุรกิจที่มีจุดแข็งคนละด้าน และช่วยกันเติมเต็มได้ เช่น แบรนด์หนึ่งมีฐานลูกค้าเยอะ แต่อีกแบรนด์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือแบรนด์หนึ่งมีช่องทางโปรโมตดี แต่อีกแบรนด์มีสินค้า/บริการที่ช่วยเพิ่มประโยชน์ให้ลูกค้าได้ ความร่วมมือแบบนี้ทำให้ลูกค้าเห็นเหตุผลชัดเจนว่าทำไมสองแบรนด์ถึงมาร่วมกัน และเขาได้ประโยชน์อะไรจากแคมเปญนี้ 


ธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดหรือสร้างความน่าเชื่อถือ

ธุรกิจที่อยากเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ หรืออยากสร้างความน่าเชื่อถือ เหมาะกับการทำ Co Marketing เพราะการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่ลูกค้ารู้จักอยู่แล้ว ช่วยให้แบรนด์ถูกเปิดรับได้ง่ายขึ้น เช่น แบรนด์ใหม่จับมือกับแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าชัดเจน หรือธุรกิจที่อยากเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มร่วมมือกับแบรนด์ที่เข้าใจตลาดนั้นอยู่แล้ว แต่ควรเลือกพาร์ตเนอร์ที่ภาพลักษณ์ และเป้าหมายไปทางเดียวกัน เพื่อให้แคมเปญดูเหมาะสม และน่าเชื่อถือขึ้น 


วิธีเลือกพาร์ตเนอร์ทำ Co Marketing

กลุ่มเป้าหมายต้องใกล้เคียงกัน

การเลือกพาร์ตเนอร์ทำ Co Marketing ควรดูว่าลูกค้าของทั้งสองแบรนด์ใกล้เคียงกันหรือไม่ เพราะถ้าลูกค้าของพาร์ตเนอร์มีโอกาสสนใจสินค้า บริการ หรือคอนเทนต์ของเรา แคมเปญก็จะเข้าถึงคนที่ใช่มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องขายของเหมือนกัน แต่ควรมีกลุ่มลูกค้าที่สนใจเรื่องใกล้กัน เช่น แบรนด์สกินแคร์กับคลินิกความงาม หรือร้านกาแฟกับแบรนด์ขนม


ภาพลักษณ์แบรนด์ต้องไปทางเดียวกัน

พาร์ตเนอร์ที่เหมาะควรมีภาพลักษณ์และวิธีสื่อสารใกล้เคียงกับแบรนด์ของเรา เพราะเมื่อลูกค้าเห็นสองแบรนด์ทำแคมเปญร่วมกัน เขาจะมองว่าสองแบรนด์นี้เกี่ยวข้องกัน หากแบรนด์หนึ่งดูพรีเมียม แต่อีกแบรนด์สื่อสารคนละทางมากเกินไป อาจทำให้ลูกค้าสับสนได้ ดังนั้นไม่ควรเลือกพาร์ตเนอร์จากความดังอย่างเดียว แต่ควรดูด้วยว่าแบรนด์เข้ากันได้จริงหรือไม่


เป้าหมายของแคมเปญต้องชัดเจน

ก่อนเริ่มทำ Co Marketing ทั้งสองแบรนด์ควรตกลงให้ชัดว่าแคมเปญนี้ต้องการอะไร เช่น อยากให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น อยากได้ลูกค้าใหม่ อยากเพิ่มยอดขาย หรืออยากให้คนลงทะเบียนร่วมกิจกรรม เพราะเป้าหมายที่ชัดจะช่วยให้เลือกวิธีทำแคมเปญและวัดผลได้ง่ายขึ้น หากแต่ละฝ่ายคาดหวังไม่เหมือนกันตั้งแต่แรก แคมเปญอาจทำงานยากและสรุปผลได้ไม่ชัด


บทบาทและผลประโยชน์ต้องตกลงกันตั้งแต่ต้น

การทำ Co Marketing ควรตกลงหน้าที่ของแต่ละแบรนด์ให้ชัดตั้งแต่แรก เช่น ใครทำคอนเทนต์ ใครออกแบบสื่อ ใครลงงบ ใครโปรโมต ใครดูแลลูกค้า และหลังจบแคมเปญจะแบ่งผลลัพธ์กันอย่างไร การตกลงล่วงหน้าช่วยลดความเข้าใจผิด และทำให้ทั้งสองแบรนด์ทำงานร่วมกันได้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะแคมเปญที่มีเรื่องงบประมาณ ข้อมูลลูกค้า หรือการใช้ชื่อแบรนด์ร่วมกัน ควรมีข้อตกลงที่ชัดเจน ไม่ควรคุยกันแบบปากเปล่าอย่างเดียว


ขั้นตอนการทำ Co Marketing ให้ได้ผล

กำหนดเป้าหมายของแคมเปญ

ก่อนเริ่มทำ Co Marketing ควรกำหนดให้ชัดว่าแคมเปญนี้ต้องการอะไร เช่น อยากให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น อยากได้ลูกค้าใหม่ อยากเพิ่มยอดขาย หรืออยากให้คนลงทะเบียนร่วมกิจกรรม เพราะเป้าหมายจะช่วยบอกว่าควรทำแคมเปญแบบไหน ใช้ช่องทางอะไร และต้องวัดผลจากตัวเลขใด หากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งสองแบรนด์อาจทำงานไปคนละทาง และสรุปได้ยากว่าแคมเปญได้ผลหรือไม่


เลือกพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสม

พาร์ตเนอร์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ที่สุด แต่ควรเป็นแบรนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกัน สินค้าหรือบริการเสริมกัน และมีเป้าหมายที่ไปทางเดียวกัน เช่น แบรนด์หนึ่งมีฐานลูกค้า ส่วนอีกแบรนด์มีความเชี่ยวชาญ หรือแบรนด์หนึ่งมีช่องทางโปรโมตดี ส่วนอีกแบรนด์มีสินค้าที่ช่วยเพิ่มประโยชน์ให้ลูกค้า การเลือกพาร์ตเนอร์ที่เหมาะจะทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายว่าทำไมสองแบรนด์นี้ถึงมาร่วมมือกัน


วางรูปแบบแคมเปญและข้อความสื่อสาร

เมื่อรู้เป้าหมายและเลือกพาร์ตเนอร์แล้ว ควรวางรูปแบบแคมเปญให้เหมาะกับลูกค้า เช่น บทความร่วมกัน วิดีโอ Live, Webinar, E-book, โปรโมชัน แพ็กเกจร่วม หรือกิจกรรมพิเศษ ข้อความที่ใช้สื่อสารควรพูดไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจง่ายว่าแคมเปญนี้คืออะไร ทำเพื่อใคร และลูกค้าได้ประโยชน์อะไรจากความร่วมมือนี้


แบ่งหน้าที่และทำข้อตกลงร่วมกัน

การทำ Co Marketing ควรแบ่งหน้าที่ให้ชัดตั้งแต่ต้น เช่น ใครทำคอนเทนต์ ใครออกแบบสื่อ ใครลงงบโฆษณา ใครโปรโมต ใครดูแลลูกค้า ใครเก็บข้อมูล และใครสรุปผล เพราะถ้าไม่ตกลงกันก่อน อาจเกิดปัญหางานซ้ำ งานตกหล่น หรือเข้าใจไม่ตรงกันได้ นอกจากนี้ควรตกลงเรื่องการใช้โลโก้ ข้อมูลลูกค้า งบประมาณ ระยะเวลา และการแบ่งผลลัพธ์ให้ชัด โดยเฉพาะแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับ Lead หรือยอดขาย


ติดตามผลและสรุปสิ่งที่ควรปรับปรุง

หลังจากปล่อยแคมเปญแล้ว ควรติดตามผลระหว่างทาง ไม่ควรรอดูแค่ตอนจบแคมเปญ ตัวเลขที่ควรดู เช่น จำนวนคนเห็นแคมเปญ ยอดคลิก การมีส่วนร่วม จำนวน Lead ยอดลงทะเบียน ยอดขาย หรือ Conversion หากผลลัพธ์ยังไม่ดี อาจปรับข้อความ ภาพ ช่องทางโปรโมต หรือข้อเสนอให้เหมาะขึ้นได้ เมื่อจบแคมเปญควรสรุปว่าอะไรได้ผล อะไรควรแก้ และควรทำแคมเปญร่วมกับพาร์ตเนอร์เดิมต่อหรือไม่


ตัวชี้วัดความสำเร็จของ Co Marketing

ตัวชี้วัดความสำเร็จของ Co Marketing

การมองเห็นแบรนด์

การมองเห็นแบรนด์ คือการดูว่าแคมเปญช่วยให้คนรู้จักหรือเห็นแบรนด์มากขึ้นหรือไม่ ตัวเลขที่ใช้ดูได้ เช่น จำนวนคนเห็นโพสต์ จำนวนครั้งที่คอนเทนต์แสดงผล ยอดเข้าชมเว็บไซต์ หรือจำนวนคนค้นหาชื่อแบรนด์ หากตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้น แปลว่าแคมเปญช่วยให้แบรนด์ถูกมองเห็นมากขึ้น แต่ควรดูด้วยว่าคนที่เข้ามาเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสนใจแบรนด์จริงหรือไม่ ไม่ควรดูแค่ยอดเยอะอย่างเดียว


การมีส่วนร่วมของลูกค้า

การมีส่วนร่วมของลูกค้า คือการดูว่าคนที่เห็นแคมเปญสนใจและตอบสนองกับแคมเปญมากแค่ไหน เช่น ยอดคลิก ยอดแชร์ คอมเมนต์ การกดบันทึก การดูวิดีโอ หรือจำนวนคนลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ถ้าคนมีส่วนร่วมสูง แปลว่าแคมเปญหรือข้อความที่ใช้สื่อสารน่าสนใจและเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย แต่ถ้าคนเห็นเยอะแต่ไม่ค่อยคลิกหรือไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ อาจต้องปรับข้อความ ภาพ หรือข้อเสนอให้เข้าใจง่ายขึ้น


จำนวน Lead หรือยอดขาย

ถ้าเป้าหมายของ Co Marketing คือการหาลูกค้าใหม่หรือเพิ่มยอดขาย ควรวัดจากจำนวน Lead ยอดลงทะเบียน จำนวนคนขอข้อมูล จำนวนการจอง ยอดสั่งซื้อ หรือ Conversion Rate ตัวเลขเหล่านี้ช่วยบอกว่าแคมเปญไม่ได้ทำให้คนเห็นแบรนด์อย่างเดียว แต่สามารถพาลูกค้าไปสู่การตัดสินใจได้หรือไม่ โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ไม่ควรดูแค่จำนวน Lead แต่ควรดูด้วยว่า Lead เหล่านั้นตรงกลุ่มและมีโอกาสเป็นลูกค้าจริงหรือเปล่า


ความคุ้มค่าของแคมเปญ

ความคุ้มค่าของแคมเปญ คือการดูว่าเงิน เวลา และแรงที่ทั้งสองแบรนด์ใช้ไป ได้ผลลัพธ์กลับมาคุ้มค่าหรือไม่ ตัวเลขที่ใช้ดูได้ เช่น Cost per Lead, Cost per Click, Conversion Rate, ROI หรือยอดขายเทียบกับงบที่ใช้ หากใช้งบไม่สูงมากแต่ได้ลูกค้าตรงกลุ่ม ได้ Lead คุณภาพ หรือมียอดขายที่เหมาะสม ก็ถือว่าแคมเปญคุ้มค่า แต่ถ้าใช้งบมากแต่ได้แค่ยอดเห็น โดยไม่เกิดลูกค้าหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจ อาจต้องปรับรูปแบบแคมเปญหรือเลือกพาร์ตเนอร์ใหม่


ข้อดี และข้อควรระวังของ Co Marketing

ข้อดีของ Co Marketing

ข้อดีของ Co Marketing คือช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะได้ใช้ฐานลูกค้าหรือช่องทางโปรโมตของพาร์ตเนอร์ร่วมกัน อีกทั้งยังช่วยแบ่งค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด เช่น ค่าทำคอนเทนต์ ค่าโฆษณา หรือค่าจัดกิจกรรม ทำให้แต่ละแบรนด์ไม่ต้องรับภาระทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ หากเลือกพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสม ก็ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้แคมเปญน่าสนใจกว่าการทำคนเดียว เพราะมีทั้งความรู้ สินค้า บริการ หรือประสบการณ์จากสองแบรนด์มารวมกัน


ข้อควรระวังของ Co Marketing

ข้อควรระวังของ Co Marketing คือการเลือกพาร์ตเนอร์ต้องเหมาะกับแบรนด์และกลุ่มลูกค้า เพราะถ้าแบรนด์ไม่เข้ากัน ลูกค้าอาจรู้สึกว่าแคมเปญดูไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ ทั้งสองแบรนด์ควรตกลงกันให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าแคมเปญนี้ต้องการอะไร ใครรับผิดชอบส่วนไหน ใช้งบเท่าไร ใช้ข้อมูลลูกค้าอย่างไร และจะวัดผลด้วยอะไร หากไม่ตกลงให้ชัด อาจทำให้ทำงานยาก เข้าใจไม่ตรงกัน และสรุปผลแคมเปญได้ยากภายหลัง


ตัวอย่าง Co Marketing ที่เข้าใจง่าย

KLINIQ x LA MER

KLINIQ x LA MER

ตัวอย่างในไทยที่ตรงมากคือ KLINIQ จับมือกับ LA MER แบรนด์สกินแคร์ลักชัวรีระดับโลก เพื่อพัฒนาโปรแกรมดูแลผิวหลังทำโปรแกรม และใช้การ Collab กับแบรนด์ดังเพื่อสร้างนวัตกรรมความงาม เคสนี้เหมาะใช้ประกอบบทความในมุม “แบรนด์สกินแคร์ร่วมกับคลินิกความงาม” เพราะทั้งสองแบรนด์มีจุดแข็งที่เสริมกัน คือ KLINIQ มีฐานลูกค้าด้านคลินิกความงาม ส่วน LA MER มีภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์สกินแคร์ระดับลักชัวรี ทำให้ความร่วมมือนี้ช่วยเพิ่มทั้งประสบการณ์ลูกค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ร่วมกัน


ฟินเว่อร์ ฮัทเจอก้อน

ฟินเว่อร์ ฮัทเจอก้อน

ตัวอย่างจากไทยที่เข้าใจง่าย คือแคมเปญ “ฟินเว่อร์ ฮัทเจอก้อน” ระหว่าง Bar B Q Plaza และ Pizza Hut ที่นำจุดเด่นของทั้งสองแบรนด์มาทำเมนูร่วมกัน เช่น ความเป็นปิ้งย่างของ Bar B Q Plaza กับรูปแบบพิซซ่าของ Pizza Hut ทำให้เกิดแคมเปญที่แปลกใหม่และชวนให้ลูกค้าสนใจมากกว่าการโปรโมตแบบปกติ 


ซอฟต์แวร์ร่วมกับเอเจนซีการตลาด: YDM Thailand x IGAWORKS

ซอฟต์แวร์ร่วมกับเอเจนซีการตลาด: YDM Thailand x IGAWORKS

YDM Thailand จับมือกับ IGAWORKS จากเกาหลีใต้ เพื่อเปิดตัว DFinery ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้า หรือ CDP สำหรับตลาด MarTech ในไทย โดย YDM มีจุดแข็งด้านเอเจนซี การตลาดดิจิทัล และการทำธุรกิจแบบ Full-Funnel ส่วน IGAWORKS มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้า 


สรุป Co Marketing คือกลยุทธ์ที่ดีเมื่อเลือกพาร์ตเนอร์ให้ถูก

Co Marketing เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์เติบโตผ่านการร่วมมือกับแบรนด์อื่น โดยใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาช่วยกัน เช่น ฐานลูกค้า ช่องทางสื่อ ความรู้ งบประมาณ หรือความน่าเชื่อถือ หากเลือกพาร์ตเนอร์ที่เหมาะ แคมเปญจะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เพิ่มการมองเห็น และสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้มากกว่าการทำการตลาดเพียงแบรนด์เดียว แต่ถ้าเลือกพาร์ตเนอร์ไม่ตรงกลุ่ม เป้าหมายไม่ชัด หรือแบ่งหน้าที่ไม่ดี Co Marketing ก็อาจทำให้แคมเปญสื่อสารไม่ชัดและวัดผลยากได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การจับมือกับแบรนด์ที่ดัง แต่ต้องเลือกแบรนด์ที่กลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกัน ภาพลักษณ์ไปทางเดียวกัน และมีเป้าหมายร่วมกันตั้งแต่ต้น


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Co Marketing

Co Marketing คืออะไรแบบสั้น ๆ

Co Marketing คือการที่แบรนด์ 2 แบรนด์ขึ้นไปร่วมกันทำการตลาด เพื่อช่วยกันเข้าถึงลูกค้าใหม่ เพิ่มการมองเห็นแบรนด์ และสร้างคุณค่าให้ลูกค้าของทั้งสองฝ่าย โดยอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ทำคอนเทนต์ร่วมกัน จัดแคมเปญร่วมกัน ทำโปรโมชันร่วมกัน หรือใช้ช่องทางของทั้งสองแบรนด์ช่วยกันโปรโมต

Co Marketing ต่างจาก Co Branding อย่างไร

Co Marketing เน้นการทำการตลาดร่วมกัน โดยแต่ละแบรนด์ยังขายสินค้าหรือบริการของตัวเองเหมือนเดิม เช่น ทำคอนเทนต์ แคมเปญ หรือโปรโมชันร่วมกัน ส่วน Co Branding มักเป็นการร่วมกันสร้างสินค้า บริการ หรือข้อเสนอใหม่ที่มีอัตลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์อยู่ด้วยกัน พูดให้เข้าใจง่ายคือ Co Marketing เปลี่ยน “วิธีทำตลาด” แต่ Co Branding มักเปลี่ยนหรือสร้าง “สิ่งที่ขาย” ร่วมกัน

ธุรกิจเล็กทำ Co Marketing ได้ไหม

ธุรกิจเล็กสามารถทำ Co Marketing ได้ และบางครั้งอาจเริ่มได้ง่ายกว่าธุรกิจใหญ่ เพราะตัดสินใจเร็วและทดลองแคมเปญเล็ก ๆ ได้ก่อน เช่น ทำโพสต์ร่วมกัน Live ร่วมกัน แลกพื้นที่โปรโมต หรือทำแพ็กเกจร่วมกับร้านใกล้เคียง สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องเลือกพาร์ตเนอร์ที่ใหญ่กว่าเสมอไป แต่ควรเลือกแบรนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้กัน สินค้าหรือบริการเสริมกัน และทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่าการร่วมมือครั้งนี้มีประโยชน์กับเขาอย่างไร

เริ่มทำ Co Marketing ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ก่อนเริ่มทำ Co Marketing ควรเตรียม 5 เรื่องหลัก ได้แก่ เป้าหมายของแคมเปญ พาร์ตเนอร์ที่เหมาะสม รูปแบบแคมเปญ ข้อความที่ใช้สื่อสาร และข้อตกลงการทำงานร่วมกัน เช่น ใครทำคอนเทนต์ ใครลงงบ ใครดูแลลูกค้า ใครเก็บข้อมูล และจะวัดผลอย่างไร การเตรียมส่วนนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาระหว่างทำงาน และทำให้ทั้งสองแบรนด์รู้ว่ากำลังทำแคมเปญไปเพื่อผลลัพธ์อะไร

วัดผล Co Marketing อย่างไร

การวัดผล Co Marketing ควรดูตามเป้าหมายของแคมเปญ หากต้องการเพิ่มการรับรู้แบรนด์ ให้ดูจำนวนคนเห็น ยอดเข้าชมเว็บไซต์ หรือการค้นหาชื่อแบรนด์ หากต้องการสร้างความสนใจ ให้ดูยอดคลิก คอมเมนต์ แชร์ หรือจำนวนคนลงทะเบียน และหากต้องการยอดขาย ให้ดูจำนวน Lead, Conversion Rate, ยอดขาย หรือความคุ้มค่าของงบที่ใช้ จุดสำคัญคือควรกำหนดตัวชี้วัดก่อนเริ่มแคมเปญ เพื่อให้ทั้งสองแบรนด์สรุปผลได้ตรงกันว่าแคมเปญสำเร็จหรือควรปรับตรงไหน


 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page