top of page

คอลลาเจนคืออะไร? ทำไมถึงมีประโยชน์ขนาดนั้น!

  • 2 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที
คอลลาเจนคืออะไร? ทำไมถึงมีประโยชน์ขนาดนั้น!

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ (ประมาณร้อยละ 30) ทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างพื้นฐานและสารยึดเหนี่ยวที่ค้ำจุนอวัยวะต่างๆ ทั้งผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น และเนื้อเยื่อ เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ทั้งนี้ กระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนที่สมบูรณ์ของร่างกายนั้น จำเป็นต้องอาศัย วิตามินซี (Vitamin C) เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสังเคราะห์


คอลลาเจนมีกี่ประเภท? แต่ละชนิดทำหน้าที่อะไร?

คอลลาเจนมีกี่ประเภท? แต่ละชนิดทำหน้าที่อะไร?

แม้ในปัจจุบันจะค้นพบคอลลาเจนมากกว่า 28 ชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญต่อโครงสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายมนุษย์หลักๆ จะมีอยู่ 5 ประเภท ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีบทบาทหน้าที่และแหล่งที่พบแตกต่างกันออกไป

  • Type I: เป็นคอลลาเจนที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 90 ของร่างกาย มีคุณสมบัติเด่นในการมอบความยืดหยุ่นและเสริมความแข็งแรง พบมากในบริเวณผิวหนัง กระดูก และเส้นเอ็น

  • Type II: มีลักษณะการเรียงตัวของเส้นใยที่หลวมกว่าชนิดแรก พบได้มากในกระดูกอ่อนและตามข้อต่อต่างๆ จึงถือเป็นเป้าหมายหลักของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เน้นด้านการบำรุงข้อเข่า

  • Type III: เป็นส่วนประกอบสำคัญของกล้ามเนื้อ หลอดเลือด และอวัยวะภายใน โดยปกติแล้วมักจะทำงานและถูกพบร่วมกับคอลลาเจน Type I

  • Type IV: ทำหน้าที่เสมือนตาข่ายที่คอยรองรับเซลล์ พบได้บริเวณชั้นใต้ผิวหนัง (Basement Membrane) มีส่วนช่วยในการทำงานของหลอดเลือดและระบบประสาท

  • Type V: เป็นคอลลาเจนที่ช่วยจัดระเบียบโครงสร้างเซลล์ให้เรียงตัวกันอย่างเหมาะสม พบได้ในบริเวณกระจกตา รก และโครงสร้างของเส้นผม


ประเภท

ตำแหน่งที่พบในร่างกาย

เป้าหมายของอาหารเสริม

Type I

ผิวหนัง, กระดูก, เส้นเอ็น (พบมากถึง 90%)

เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ลดริ้วรอย ชะลอกระดูกสลาย

Type II

กระดูกอ่อน, ข้อต่อ

บำรุงข้อต่อ ลดอาการปวดและข้อเข่าเสื่อม

Type III

กล้ามเนื้อ, หลอดเลือด, อวัยวะ

เสริมความแข็งแรงให้เนื้อเยื่อและหลอดเลือด

Type IV

ชั้นใต้ผิวหนัง (Basement membrane)

(มักไม่สกัดเป็นอาหารเสริม)

Type V

กระจกตา, รก, เส้นผม

บำรุงสุขภาพผม ดูแลเซลล์ผิวและกระจกตา


ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อร่างกาย

ประโยชน์หลักของคอลลาเจน

  • ฟื้นบำรุงผิวพรรณ: ช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่น และลดเลือนริ้วรอย

  • บำรุงข้อต่อและกระดูก: ทำหน้าที่เป็นเสมือนน้ำหล่อลื่น ช่วยลดการเสียดสี และบรรเทาอาการอักเสบของข้อต่อ

  • ดูแลระบบหลอดเลือด: ช่วยรักษาสภาพความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด ส่งเสริมให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างเป็นปกติ

  • ช่วยสมานแผล: มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ


สัญญาณเตือนเมื่อคอลลาเจนในร่างกายลดลง: อัตราการสร้างคอลลาเจนของร่างกายจะลดลงประมาณร้อยละ 1 ต่อปี ตั้งแต่อายุ 25 ปีเป็นต้นไป ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะดังต่อไปนี้:

  • สภาพผิวแห้ง หย่อนคล้อย และเกิดริ้วรอย

  • ข้อต่อฝืดตึง มีอาการปวด หรือมีเสียงลั่นบริเวณข้อต่อขณะเคลื่อนไหว

  • เยื่อบุทางเดินอาหารบางลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร


5 พฤติกรรมที่ทำลายคอลลาเจน

5 พฤติกรรมที่ทำลายคอลลาเจน

การเสริมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ หากยังคงมีพฤติกรรมที่เร่งกระบวนการสลายตัวของโปรตีนชนิดนี้ ปัจจัยหลักที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

  1. การบริโภคน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตขัดสี: ก่อให้เกิดกระบวนการไกลเคชัน (Glycation) ซึ่งทำให้เส้นใยคอลลาเจนเสื่อมสภาพและเปราะหักง่าย

  2. การสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลต (UV): รังสี UV สามารถทำลายโครงสร้างเซลล์ลึกถึงชั้นหนังแท้

  3. การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำลายคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมและลดทอนประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจนใหม่

  4. การดื่มแอลกอฮอล์: ขัดขวางกระบวนการดูดซึมวิตามินซีและสังกะสี (Zinc) ของร่างกาย

  5. ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ: เร่งการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างคอลลาเจน


วิธีรักษาระดับคอลลาเจนให้อยู่นาน

  • ปกป้องผิวจากแสงแดด: ทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน

  • โภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเน้นกลุ่มที่มีวิตามินซี (Vitamin C) สังกะสี (Zinc) และทองแดง (Copper)

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

  • พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับวันละ 7–9 ชั่วโมง และบริหารจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง: งดการสูบบุหรี่ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงจำกัดการบริโภคน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • คอลลาเจน (Collagen) กับ อีลาสติน (Elastin) แตกต่างกันอย่างไร?

คอลลาเจนช่วยมอบความ "แน่นกระชับและแข็งแรง" ในขณะที่อีลาสตินช่วยในเรื่องความ "ยืดหยุ่นและการเด้งคืนตัว" ของผิว

  • ผลิตภัณฑ์แบบทาเปรียบเทียบกับแบบรับประทาน?

ผลิตภัณฑ์แบบทามักช่วยเคลือบผิวเพื่อให้ความชุ่มชื้นภายนอก (เนื่องจากมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่) ส่วนแบบรับประทานจะผ่านกระบวนการย่อยและดูดซึมเข้าไปซ่อมแซมโครงสร้างผิวชั้นในได้ลึกและมีประสิทธิภาพมากกว่า

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรับประทาน?

แนะนำให้รับประทานในช่วง "ขณะท้องว่าง" เพื่อลดการแย่งดูดซึมสารอาหาร และควรรับประทานควบคู่กับวิตามินซีเพื่อเสริมประสิทธิภาพ

  • คอลลาเจนจากปลาทะเล และจากวัว แตกต่างกันอย่างไร?

คอลลาเจนจากปลาทะเลจะเน้นด้านการบำรุงผิวพรรณเป็นหลัก (Type I) ส่วนคอลลาเจนจากวัวจะครอบคลุมทั้งการบำรุงผิวและข้อต่อ (Type I และ III)

  • ระยะเวลาในการแสดงผลลัพธ์?

สำหรับการบำรุงผิวพรรณมักจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ ในขณะที่การบำรุงข้อต่อและกระดูกอาจต้องใช้เวลาต่อเนื่อง 3-6 เดือนขึ้นไป

  • ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ (Vegan) สามารถรับประทานคอลลาเจนได้หรือไม่?

คอลลาเจนแท้สกัดจากสัตว์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติสามารถบริโภค "สารตั้งต้น" (เช่น กรดอะมิโนที่สกัดจากพืช และวิตามินซี) เพื่อให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองได้


 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page