top of page

สร้างเว็บฟรีด้วย Google Stitch AI แค่พิมพ์สั่ง ไม่ต้องเขียนโค้ด

  • 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที
สร้างเว็บฟรีด้วย Google Stitch AI แค่พิมพ์สั่ง ไม่ต้องเขียนโค้ด

Google Stitch AI สร้าง Landing Page และ UI แอป ฟรีจาก Google

การทำเว็บหรือแอปสักตัวมักจะเจอปัญหาปวดหัว ทั้งต้องใช้คนออกแบบเก่งๆ หรือต้องจ่ายแพงเพื่อจ้างคนมาเขียนโค้ด ปัญหานี้จะหมดไปด้วย Google Stitch เครื่องมือ AI จาก Google ที่ช่วยเสกไอเดียของคุณให้กลายเป็นหน้าเว็บและหน้าตาแอป (UI) ที่เอาไปใช้ได้จริงในเวลาสั้นๆ บทความนี้จะพาไปรู้จัก Google Stitch ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น ไปจนถึงเทคนิคขั้นสูงที่คนทำงานจริงเขาใช้กัน


Google Stitch คืออะไร?

Google เปิดตัว Stitch ครั้งแรกในงาน Google I/O เดือนพฤษภาคม ปี 2025 โดยเป็นโปรเจกต์ของทีม Google Labs เป้าหมายหลักคืออยากทำให้คนออกแบบกับคนเขียนโค้ดทำงานด้วยกันง่ายขึ้น ช่วยให้นักพัฒนาและนักการตลาดสามารถทำตัวอย่างหน้าเว็บออกมาดูได้ไวๆ


พัฒนาต่อยอดจาก Galileo AI

จริงๆ แล้ว Google ไม่ได้สร้าง Stitch ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น แต่เกิดจากการไปซื้อบริษัทชื่อ Galileo AI (บริษัทสตาร์ทอัพที่เก่งเรื่องให้ AI สร้างหน้าตาเว็บจากการพิมพ์คำสั่ง) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 จากนั้น Google ก็เอาเทคโนโลยีนี้มารวมเข้ากับ AI ของตัวเองอย่าง Gemini แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Stitch แทนที่จะไปนั่งสร้างใหม่ สู้ซื้อเทคโนโลยีเจ๋งๆ ที่มีคนทำไว้แล้วมาพัฒนาต่อดีกว่า (ส่วนคนที่เคยใช้ Galileo AI เดิม Google ก็ให้เวลา 30 วันในการย้ายงานมาที่ระบบใหม่)


โมเดล AI ที่ใข้ในการทำงาน

ตอนที่เปิดตัวในปี 2025 Stitch ใช้โมเดล Gemini 2.5 แต่ในงานอัปเดตล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 Google ประกาศว่าเปลี่ยนมาใช้ Gemini 3 แล้ว การอัปเกรดนี้ทำให้ AI เข้าใจบริบทการออกแบบได้เก่งขึ้น จัดวางหน้าตาเว็บได้เป๊ะขึ้น และยังเพิ่มโหมด Voice Canvas ที่ให้เราสั่งงาน AI ด้วยเสียงได้เลยแบบเรียลไทม์


จุดเด่นและความสามารถหลักของ Google Stitch

จุดเด่นและความสามารถหลักของ Google Stitch

พิมพ์ปุ๊บ ได้หน้าเว็บปั๊บ (Text-to-UI) แค่พิมพ์บอกไปว่าอยากได้หน้าเว็บแบบไหน มีอะไรวางตรงไหนบ้าง AI ก็จะเสกหน้าตาเว็บออกมาให้เห็นภาพในไม่กี่วินาที ไม่ต้องมานั่งวาดโครงร่างเองให้เสียเวลา


เปลี่ยนภาพร่างให้เป็นหน้าเว็บจริง (Image-to-UI) ถ้าถนัดวาดไอเดียคร่าวๆ ลงกระดาษ ก็แค่ถ่ายรูปอัปโหลดเข้าไป AI จะอ่านภาพร่างของเราแล้วแปลงเป็นหน้าเว็บสวยๆ ที่เอาไปใช้งานได้เลย


สั่งงานด้วย ความรู้สึก (Vibe Design) แทนที่จะต้องบอกเป๊ะๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เราสามารถพิมพ์บอกอารมณ์ของเว็บได้เลย เช่น ขอแนวมินิมอล ดูน่าเชื่อถือแบบธนาคาร AI จะไปจับคู่สี ฟอนต์ และจัดหน้าตาให้ออกมาตรงกับความรู้สึก (Vibe) ที่เราต้องการ ฟีเจอร์นี้เปิดตัวไปเมื่อมีนาคม 2026 ช่วยให้การออกแบบลื่นไหลและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น


สร้างหลายหน้าจอพร้อมกัน (Multi-screen Generation) ในอัปเดตเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ระบบให้เราสร้างหน้าเว็บที่เชื่อมถึงกันได้สูงสุด 5 หน้าในครั้งเดียว ช่วยให้ดีไซน์แต่ละหน้าดูเข้าชุดกัน และเรายังลองกดเล่นดูได้ด้วยว่าผู้ใช้จะคลิกไปหน้าไหนบ้าง ทำให้เห็นภาพรวมของการใช้งานจริงก่อนลงมือทำ


สั่งออกแบบและแก้ด้วยเสียง (Stitch Agent และ Voice Design) เราสามารถพูดบอกให้ AI ออกแบบหรือปรับแก้หน้าตาแอปได้โดยตรง แถมยังมีระบบ Agent ที่คอยบันทึกว่า AI คิดอะไรอยู่ตอนที่ออกแบบออกมาให้เรา และยังมีส่วนเสริมที่ช่วยทำงานครอบคลุมตั้งแต่ตอนออกแบบ เขียนโค้ด ไปจนถึงทำเอกสาร ช่วยให้คนออกแบบกับคนเขียนโปรแกรมทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นเยอะ


ดูดสไตล์จากเว็บเก่ามาใช้ได้เลย ถ้ามีเว็บไซต์อยู่แล้ว หรือมีไฟล์กำหนดดีไซน์ของแบรนด์ (ไฟล์ DESIGN.md) ก็แค่แปะลิงก์ให้ AI มันจะเข้าไปดึงเอาสี ฟอนต์ และสไตล์ของแบรนด์เรา มาสร้างหน้าเว็บใหม่ให้ดูกลมกลืนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน


Google Stitch ต่างจากเครื่องมือสร้างเว็บและดีไซน์ตัวอื่นยังไง?

Google Stitch กับ Canva สองตัวนี้ต่างกันที่เป้าหมายการใช้งาน Canva จะเน้นทำรูปกราฟิก โพสต์โซเชียล หรืองานนำเสนอสวยๆ แบบสำเร็จรูป แต่ Stitch จะเน้นสร้างหน้าตาเว็บ (UI) ที่สามารถดึงโค้ดไปให้นักพัฒนาเอาไปทำแอปหรือเว็บไซต์ของจริงต่อได้


Google Stitch กับ Figma Figma ยังคงเป็นโปรแกรมหลักที่คนทำเว็บและแอปใช้เวลาที่ต้องการงานที่เป๊ะทุกจุดและต้องทำร่วมกันหลายคน ส่วน Stitch จะเก่งเรื่องการเปลี่ยนไอเดียในหัวให้กลายเป็นภาพโครงร่างได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับช่วงคิดงานแรกๆ พอได้โครงหน้าเว็บแล้วค่อยส่งไฟล์ไปทำต่อให้เนี้ยบๆ ใน Figma


เครื่องมือ AI ตัวอื่นๆ ที่น่ารู้จัก: Banani, Flowstep และ Superdesign ถึง Stitch จะเก่งเรื่องคิดแบบร่างช่วงแรก แต่ก็ยังมีเครื่องมือตัวอื่นที่เน้นทำโค้ดหน้าเว็บให้สะอาดและพร้อมให้โปรแกรมเมอร์เอาไปใช้งานจริงมากกว่า เช่น:


  • Banani AI: ตัวนี้เก่งเรื่องสร้างชุดดีไซน์ทั้งระบบจากการพิมพ์สั่ง แค่พิมพ์บอกหรือส่งรูปสเก็ตช์ก็จะได้หน้าเว็บหลายๆ หน้าออกมา ข้อดีคือดึงโค้ด HTML/CSS ไปใช้ได้เลย หรือจะส่งกลับไปแก้ต่อใน Figma ก็ทำได้ลื่นไหล


  • Flowstep: เหมาะกับทีมเขียนโปรแกรมยุคใหม่ เพราะเน้นสร้างหน้าเว็บที่ตรงกับโค้ดเป๊ะๆ โค้ดที่ได้มาจะสะอาดและพร้อมใช้จริง รองรับการทำงานแบบ React, TypeScript และ Tailwind CSS ทำให้นักพัฒนาไม่ต้องมานั่งปวดหัวตามแก้โค้ดขยะทีหลัง


  • Superdesign: ตัวนี้ต่างจากเพื่อนตรงที่มันเป็น AI ที่เข้าไปฝังตัวอยู่ในโปรแกรมเขียนโค้ดเลย (เช่น VS Code หรือ Cursor) คนเขียนโค้ดสามารถพิมพ์สั่งให้ AI สร้างหน้าเว็บหรือชิ้นส่วนต่างๆ ได้จากหน้าเขียนโค้ดโดยตรง ไม่ต้องสลับหน้าต่างโปรแกรมไปมาให้วุ่นวาย


วิธีเริ่มต้นใช้งาน Google Stitch แบบทีละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: เข้าเว็บไซต์และเข้าสู่ระบบ

เริ่มต้นใช้งานโดยไปที่เว็บไซต์ stitch.withgoogle.com การเข้าสู่ระบบทำได้ง่ายและคุ้นเคย เพียงแค่ใช้บัญชี Google Account ที่มีอยู่ (เช่น Gmail หรือ Google Workspace) ก็สามารถเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์หรือลงโปรแกรมเพิ่มเติม


ขั้นตอนที่ 2: เลือกโหมด Standard หรือ Experimental/Pro ให้เหมาะกับงาน

จากการอัปเดตล่าสุดของ Google Stitch การเลือกโหมดก่อนเริ่มเจเนอเรตมีผลโดยตรงต่อความเร็ว สิทธิการส่งออกไฟล์ และโควตาการใช้งานรายเดือน โดยแบ่งเป็น 2 โหมดหลักที่คุณต้องรู้ ได้แก่:


  • Standard Mode: ขับเคลื่อนด้วยโมเดล Gemini 2.5 Flash เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก เหมาะสำหรับการระดมสมอง (Ideation) หรือขึ้นโครงร่างด่วน โหมดนี้รองรับเฉพาะการป้อนคำสั่งแบบข้อความ (Text Prompt) เท่านั้น ข้อดีที่สำคัญที่สุดคือ สามารถส่งออก (Export) งานไปยัง Figma ได้ และมีโควตาให้ใช้งานฟรีสูงถึงประมาณ 350 ครั้งต่อเดือน


  • Experimental (หรือ Pro) Mode: ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Gemini 2.5 Pro (และเริ่มมีการนำร่องใช้ Gemini 3 แล้วในบางส่วน) โหมดนี้เกิดมาเพื่อความละเอียดและสมจริงขั้นสุด จุดเด่นคือ รองรับการป้อนข้อมูลด้วยภาพ (Image-to-UI) ไม่ว่าจะเป็นภาพสเก็ตช์บนกระดาษ หรือภาพหน้าจอเว็บอื่น แลกมากับข้อจำกัดคือ ไม่สามารถส่งออกไปยัง Figma ได้ (หากสร้างขึ้นจากภาพ) และมีโควตาจำกัดกว่าที่ประมาณ 50-200 ครั้งต่อเดือน


ควรเลือกแบบไหน?: หากคุณต้องการร่างไอเดียคร่าว ๆ หรือตั้งใจจะเอางานไปทำต่อใน Figma แน่นอน ให้ใช้ Standard Mode แต่หากคุณมีภาพ Wireframe ในมือ หรือต้องการ UI ที่เนี้ยบพร้อมนำโค้ดไปใช้โดยไม่ผ่าน Figma ให้สลับมาใช้ Experimental Mode ครับ


ขั้นตอนที่ 3: พิมพ์ Prompt แรก หรืออัปโหลดภาพอ้างอิง

เข้าสู่กระบวนการสร้าง (Generation) โดยคุณสามารถเลือกได้ว่าจะพิมพ์ข้อความบรรยาย (Text Prompt) อธิบายหน้าตาของแอปที่ต้องการ หรือหากมีภาพร่าง (Wireframe) ที่วาดไว้บนกระดาษ ก็สามารถอัปโหลดภาพนั้นเป็นแหล่งอ้างอิงให้ AI ตีความโครงสร้างตั้งต้นได้


ขั้นตอนที่ 4: ปรับแก้ผลลัพธ์ผ่านการแชทโต้ตอบหรือสั่งด้วยเสียง

เมื่อ Stitch เรนเดอร์หน้าจอแรกออกมาแล้ว กระบวนการถัดไปคือการ ขัดเกลา (Iterative Refinement) คุณไม่ต้องสร้างใหม่ทั้งหมด แต่ใช้วิธีพิมพ์บอก AI ในช่องแชท (เช่น เปลี่ยนปุ่ม CTA ให้ใหญ่ขึ้นและใช้สีที่ดูเป็นมิตร) หรือใช้โหมดสั่งการด้วยเสียงเพื่อปรับแก้รายละเอียดแบบเรียลไทม์จนกว่าจะพอใจ


วิธีสร้างหน้า Landing Page ด้วย Google Stitch พร้อมตัวอย่างคำสั่ง

วิธีสร้างหน้า Landing Page ด้วย Google Stitch พร้อมตัวอย่างคำสั่ง

ส่วนประกอบสำคัญที่หน้า Landing Page ควรมี ก่อนจะเริ่มพิมพ์สั่ง AI เราต้องรู้ก่อนว่าหน้าเว็บที่จะช่วยดึงดูดคนให้ตัดสินใจ ควรมีอะไรบ้าง:


  • ส่วนหัว (Hero Section): จุดแรกที่คนเห็น ต้องมีพาดหัวตัวใหญ่ๆ อ่านปุ๊บรู้ปั๊บว่าขายอะไร และมีปุ่มให้กด (เช่น ทดลองใช้ฟรี หรือ ซื้อเลย)


  • ส่วนอธิบายจุดเด่น (Feature Grid): สรุปว่าสินค้าหรือบริการของเราดีอย่างไร นิยมแบ่งเป็น 3-4 ช่องแล้วใส่ไอคอนกำกับให้ดูง่าย


  • รีวิวจากผู้ใช้จริง (Social Proof/Testimonial): ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ให้ลูกค้าเห็นว่ามีคนใช้จริงแล้วชอบ


  • ปุ่มกระตุ้นการตัดสินใจปิดท้าย (Final CTA): ปุ่มให้กดสมัครหรือซื้ออีกรอบที่ด้านล่างสุดของเว็บ


ตัวอย่างการพิมพ์คำสั่ง (Prompt) สำหรับใช้งานจริง เพื่อให้ AI เข้าใจและทำหน้าเว็บออกมาได้เป๊ะที่สุด เราควรระบุโครงสร้าง โทนสี และกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ลองดูตัวอย่างนี้ครับ:


ตัวอย่างคำสั่ง (สำหรับธุรกิจซอฟต์แวร์): สร้างหน้า Landing Page สไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่เน้นขายของ สำหรับธุรกิจซอฟต์แวร์จัดการโปรเจกต์แบบ B2B ใช้โทนสีสะอาดตา (สีหลัก: น้ำเงินเข้ม, สีรอง: ส้มสดใส) โดยแบ่งเนื้อหาเป็น:


  1. ส่วนหัวที่มีพาดหัวชัดเจน พร้อมปุ่ม 'ทดลองใช้ฟรี' และรูปหน้าจอโปรแกรม

  2. ส่วนอธิบายจุดเด่นแบ่งเป็น 3 คอลัมน์พร้อมไอคอน

  3. ส่วนรีวิวลูกค้าแบบเลื่อนซ้ายขวาได้

  4. ส่วนท้ายเว็บที่มีลิงก์เมนูต่างๆ


ทำหน้าเว็บเสร็จแล้ว เอาไปใช้จริงยังไงต่อ?

ดึงโค้ดไปทำเว็บต่อได้เลย (HTML/CSS, React) พอได้หน้าเว็บที่ชอบแล้ว เรากดเซฟออกมาเป็นโค้ดได้ทันที ระบบรองรับทั้ง HTML/CSS, React, Tailwind CSS และ Flutter โค้ดที่ได้มาค่อนข้างเป็นระเบียบ โปรแกรมเมอร์สามารถเอาไปเขียนต่อได้สบายๆ ไม่ต้องมานั่งเริ่มใหม่ตั้งแต่แรก


ส่งไฟล์เข้า Figma ไปแต่งให้สวยขึ้น ถึง Stitch จะวาดโครงเว็บได้ไว แต่ถ้าอยากปรับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือจัดหน้าตาให้เป๊ะทุกจุด ก็กดส่งไฟล์เข้า Figma ได้เลย ทีมกราฟิกเอาไปทำต่อได้ง่ายสุดๆ


อัปเว็บขึ้นใช้งานจริงโดยไม่ต้องเขียนโค้ด (ผ่าน Google AI Studio) เราสามารถส่งเว็บที่ทำเสร็จแล้วไปที่ Google AI Studio หรือ Firebase Studio ได้โดยตรง วิธีนี้ช่วยให้คนที่เขียนโปรแกรมไม่เป็นเลย สามารถต่อเว็บเข้ากับระบบหลังบ้าน และทำให้เป็นเว็บไซต์ที่เปิดใช้งานได้จริง


สูตรฮิต: ให้ Stitch ออกแบบ แล้วใช้ AI ตัวอื่นเขียนหลังบ้านให้ วิธีทำงานที่กำลังมาแรงคือ ใช้ Stitch จัดการวาดหน้าตาเว็บ (UI) ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยเอาโค้ดที่ได้ ไปสั่งให้ AI ช่วยเขียนโปรแกรมตัวอื่น (เช่น Cursor, Windsurf หรือ GitHub Copilot) ทำระบบฐานข้อมูลหรือตรรกะหลังบ้านต่อให้ วิธีนี้จะช่วยลดเวลาทำเว็บไปได้เยอะมากๆ


ราคาและโควตาการใช้งานฟรีของ Google Stitch

ตอนนี้ยังฟรี 100% (อยู่ในช่วงทดลองของ Google) อัปเดตล่าสุดปี 2026 ตอนนี้ยังเปิดให้ใช้ฟรีทั้งหมด แค่มีบัญชี Google ก็ล็อกอินเข้าไปใช้ได้เลย ไม่ต้องต่อคิวรอ ไม่ต้องผูกบัตรเครดิต พวกฟีเจอร์เจ๋งๆ อย่างการทำเว็บหลายหน้าพร้อมกัน หรือดึงโค้ดออกไปใช้ ก็ยังเปิดให้ใช้ฟรี


จำกัดจำนวนครั้งที่ใช้ได้ต่อเดือน (อัปเดต 2026) ตอนนี้มีโควตาให้ใช้ฟรีรายเดือน โดยแบ่งตามโหมดที่เราเลือก:


  • โหมด Standard: กดสั่งงานได้ 350 ครั้ง/เดือน


  • โหมด Pro: กดสั่งงานได้ 200 ครั้ง/เดือน


ระบบจะหักโควตา 1 ครั้ง ทุกครั้งที่เรากดสั่งให้ AI สร้างเว็บใหม่หรือสั่งแก้รายละเอียดเดิม โควตานี้จะรีเซ็ตให้ใหม่ทุกเดือน และที่สำคัญคือตอนนี้ยังไม่มีให้จ่ายเงินซื้อโควตาเพิ่ม ถ้าเดือนไหนใช้เพลินจนหมด ก็ต้องรอให้ขึ้นเดือนใหม่อย่างเดียว


อนาคตมีแววจะเก็บเงิน คาดกันว่าช่วงปลายปี 2026 น่าจะเริ่มมีการเปิดแพ็กเกจแบบเสียเงิน และอาจจะลดจำนวนครั้งที่ให้ใช้ฟรีลงเยอะมาก (อาจเหลือแค่ 50-100 ครั้ง/เดือน) เพราะฉะนั้นช่วงนี้เลยเป็นนาทีทองให้รีบเข้าไปลองเล่นฟีเจอร์เต็มๆ กันแบบฟรีๆ


สรุปข้อดี-ข้อเสีย Google Stitch

ข้อดี:

  • โคตรไว ทำไม่เป็นก็รอด: แค่พิมพ์สั่งหรือแปะรูป ก็ได้หน้าเว็บในไม่กี่นาที คนที่ออกแบบไม่เป็น หรือใช้โปรแกรมยากๆ อย่าง Figma ไม่เป็นก็ใช้ได้สบายมาก แถมตอนนี้ยังใช้ฟรีอยู่


ข้อเสีย:

  • งานไม่เป๊ะ ระบบยังมีรวน: ถ้าจะจัดหน้าเว็บให้สวยเป๊ะทุกจุด ยังไงก็สู้โปรแกรมเฉพาะทางไม่ได้ และด้วยความที่มันยังเป็นแค่ตัวทดลอง บางทีกำลังทำๆ อยู่ระบบก็มีค้างหรือเอ๋อไปดื้อๆ


รีวิวจากคนใช้จริง

  • ส่วนใหญ่เวิร์กมากเวลาเอามาปั่นไอเดียไวๆ แต่คนก็รอลุ้นอยู่ว่าตกลงจะเก็บเงินตอนไหน แล้วจะจำกัดให้ใช้ฟรีแค่ไหน พวกบริษัทใหญ่ๆ เขาจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะซื้อมาใช้ทำงานจริงจังในระยะยาวดีไหม


  • คะแนนความพึงพอใจ: (เช่น 8/10) หักคะแนนตรงที่บางครั้ง AI จัดวางเลย์เอาต์เพี้ยนเมื่อสั่งแก้รายละเอียดเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ


  • แนะนำสำหรับใคร: เหมาะกับนักการตลาด (Marketer) ที่ต้องการทำ Prototype เพื่อส่งบรีฟให้ทีมพัฒนา หรือผู้ก่อตั้ง (Founder) ที่ต้องการทำหน้า Landing Page ทดสอบตลาดไว ๆ


  • ไม่แนะนำสำหรับใคร: ไม่เหมาะกับ UI Designer ที่ต้องการความเป๊ะทุกพิกเซล และต้องทำงานกับ Design System ขององค์กรที่มีข้อกำหนดเรื่องแบรนด์ดิ้งเข้มงวด



คำถามที่คนสงสัยบ่อยๆ (FAQ)

ใช้ฟรีจริงหรอ?

ตอนนี้ (ปี 2026) ยังให้ใช้ฟรีอยู่ 100% ไม่มีหมกเม็ด ไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องผูกบัตรเครดิต แต่แว่วๆ ว่าปลายปีนี้อาจจะเริ่มเก็บเงินหรือจำกัดจำนวนครั้งแล้วนะ

ไม่ต้องเป็นเลย แค่พิมพ์บอกไปตรงๆ ว่าอยากได้อะไร มันก็จะสร้างหน้าเว็บพร้อมเขียนโค้ดพื้นฐานให้คุณเอาไปใช้ต่อได้ทันที

  • สายการตลาด: เอาไว้ปั่นหน้า Landing Page ไวๆ เพื่อเทสต์แคมเปญหาลูกค้าในช่วงตัดสินใจได้เร็วขึ้น

  • เจ้าของธุรกิจ: เอาไว้ขึ้นโครงแอปคร่าวๆ ไปโชว์ไอเดียให้นักลงทุนดู

  • โปรแกรมเมอร์: เอาไว้ทุ่นแรงเขียนโค้ดหน้าเว็บน่าเบื่อๆ จะได้เอาเวลาไปลุยระบบหลังบ้านแทน

ได้เลย โค้ดที่ดึงออกมาเอาไปอัปขึ้นเว็บใช้งานจริงได้ทันที


สรุปรวมๆ เลยละกัน Google Stitch เป็นเครื่องมือที่เอาไว้ช่วย "ขึ้นโครงงานไวๆ" เหมาะมากสำหรับนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจที่อยากรีบทำเว็บเพื่อเทสต์ตลาดแบบด่วนๆ รวมถึงช่วยโปรแกรมเมอร์ลดเวลาทำงานจุกจิก


แต่ถ้างานคุณต้องการความเป๊ะทุกพิกเซล หรือต้องคุมโทนสีและสไตล์แบรนด์แบบเข้มงวด ตัวนี้อาจจะยังไม่จบในตัว แนะนำให้ใช้มันขึ้นโครงร่างเฉยๆ แล้วค่อยโยนงานไปเก็บรายละเอียดต่อให้เนียนๆ ใน Figma ดีกว่า


ไปลองเล่นกัน ใครที่เบื่อปัญหางานช้า หรือไม่อยากเสียเวลามานั่งร่างแบบเอง ลองเข้าไปกดเล่นกันดูฟรีๆ ได้เลยที่ stitch.withgoogle.com

 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page