Hreflang คืออะไร หัวใจหลักของ International SEO
- 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที

ทำไมเว็บไซต์หลายภาษาต้องใช้ Hreflang
ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นกำลังค้นหาคำว่า "โรงแรมในกรุงเทพ" บน Google แต่เมื่อคลิกเข้าสู่เว็บไซต์กลับพบเพียงหน้าเว็บภาษาอังกฤษ และแสดงผลราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แทนที่จะเป็นเงินเยนหรือเงินบาท ปฏิกิริยาแรกที่มักเกิดขึ้นคือความสับสน ซึ่งนำไปสู่การกดออกจากเว็บไซต์ในทันทีเพื่อค้นหาเว็บไซต์อื่นที่ตอบโจทย์มากกว่า
กรณีศึกษาข้างต้นคือจุดอ่อนสำคัญของธุรกิจที่มีเว็บไซต์หลายภาษา (Multilingual Websites) แต่ขาดการจัดการทางเทคนิคที่รัดกุม ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพด้าน SEO และโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจ
Hreflang คืออะไร?
สำหรับผู้ดูแลเว็บไซต์ คำว่า "Hreflang" อาจดูเป็นศัพท์เฉพาะทางเทคนิคที่มีความซับซ้อน แต่หากทำความเข้าใจในหลักการทำงานแล้ว จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์หลายภาษาได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
Hreflang (อ่านว่า เฮรฟ-แลง) คือ Hypertext Reference Language Attribute กล่าวโดยสรุป Hreflang เปรียบเสมือน "ป้ายบอกทางดิจิทัล" ที่ถูกฝังไว้ในระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ (HTML Code) เพื่อส่งสัญญาณให้ Google และ Search Engine อื่นๆ ทราบว่าหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเวอร์ชันภาษาอื่นรองรับ โดยระบบจะทำการประมวลผล และนำส่งหน้าเว็บที่ตรงกับภาษา และภูมิภาคของผู้ใช้งานแต่ละคนโดยอัตโนมัติ
ในทางเทคนิค Hreflang คือแอตทริบิวต์ที่ทำงานร่วมกับแท็ก <link> เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สามารถเปรียบเว็บไซต์เป็น "ร้านอาหารระดับนานาชาติ" และ Hreflang เป็น "พนักงานต้อนรับ"
เมื่อลูกค้าชาวไทยเข้ามา พนักงานจะนำเสนอเมนูภาษาไทย
เมื่อลูกค้าชาวจีนเข้ามา พนักงานจะนำเสนอเมนูภาษาจีน
เมื่อลูกค้าชาวต่างชาติอื่นๆ เข้ามา พนักงานจะนำเสนอเมนูภาษาอังกฤษ
หากปราศจากการจัดการในส่วนนี้ ลูกค้าทุกคนอาจได้รับเมนูภาษาเดียวกันทั้งหมด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่ประทับใจ และสูญเสียโอกาสในการให้บริการในที่สุด
ตัวอย่างโครงสร้างโค้ดพื้นฐาน:
HTML
<link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/" />
<link rel="alternate" hreflang="en" href="https://example.com/en/" />
<link rel="alternate" hreflang="ja" href="https://example.com/ja/" />
<link rel="alternate" hreflang="x-default" href="https://example.com/" />
คำอธิบายองค์ประกอบ:
rel="alternate" : ระบุว่ามีหน้าเว็บเวอร์ชันอื่นที่เกี่ยวข้องกัน
hreflang="th" : ระบุรหัสภาษา (ตามมาตรฐาน ISO 639-1)
href="..." : ระบุ URL ของหน้าเว็บเวอร์ชันนั้นๆ
x-default : ระบุหน้าเว็บเริ่มต้น สำหรับกรณีที่ภาษาของผู้ใช้งานไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ตั้งไว้

ทำไม Hreflang ถึงสำคัญต่อธุรกิจ และ SEO
การใช้งาน Hreflang ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ Google เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้ และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ดังเหตุผลสำคัญต่อไปนี้:
1. ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน และลดอัตราการตีกลับ หัวใจสำคัญของการทำ SEO ในปัจจุบันคือประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เมื่อผู้ใช้งานเข้าสู่เว็บไซต์ และพบเนื้อหาที่เป็นภาษาแม่ รวมถึงข้อมูลท้องถิ่นที่คุ้นเคย จะช่วยสร้างความไว้วางใจ และกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า การนำส่งผู้ใช้งานไปยังหน้าเว็บที่ผิดภาษา เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการตีกลับ สูงขึ้น การใช้ Hreflang อย่างถูกต้องจะช่วยแก้ปัญหานี้ ซึ่งส่งผลดีต่อสัญญาณทาง SEO โดยตรง
2. การแก้ไขปัญหาเนื้อหาซ้ำซ้อน (Duplicate Content) อย่างถูกวิธี มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการลงโทษของ Google ในประเด็นเนื้อหาซ้ำซ้อน ในความเป็นจริง Google จะใช้วิธีการกรอง เพื่อเลือกแสดงผลเพียงเวอร์ชันเดียวที่ระบบประเมินว่าดีที่สุด Hreflang จะทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ให้ Google ทราบว่า เนื้อหาในแต่ละหน้าไม่ได้เป็นการคัดลอก แต่เป็นเวอร์ชันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทำให้แต่ละหน้ามีสิทธิ์ได้รับการจัดอันดับ อย่างเป็นอิสระ
3. เพิ่มโอกาสในการจัดอันดับ SEO ในตลาดต่างประเทศ (International Ranking) ผู้ใช้งานในแต่ละภาษามีพฤติกรรมการค้นหาที่แตกต่างกัน Hreflang ช่วยให้สามารถทำ SEO โดยเจาะจง Keyword ของแต่ละภูมิภาคได้อย่างอิสระโดยไม่เกิดการทับซ้อน นอกจากนี้ การแสดงผลภาษาที่ถูกต้องยังช่วยเพิ่มอัตราการคลิก และอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า (Conversion Rate) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในปัจจุบัน เว็บไซต์จำนวนมากยังคงละเลยหรือตั้งค่า Hreflang ผิดพลาด การดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้องตามหลักเทคนิค จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันบนหน้าผลการค้นหา
Hreflang : สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้งาน
การเขียนโค้ด Hreflang มีกฎไวยากรณ์ที่เข้มงวด หากเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย Search Engine อาจละเว้นคำสั่งเหล่านั้นทั้งหมด ข้อควรระวังที่สำคัญมี 3 ประการ ได้แก่ :
1. มาตรฐานรหัสภาษา และประเทศ (ISO Codes) การระบุค่า hreflang="xx-YY" ต้องอ้างอิงตาม มาตรฐานสากล :
รหัสภาษา (บังคับ) : ใช้มาตรฐาน ISO 639-1 (2 ตัวอักษร) เช่น th (ไทย), en (อังกฤษ)
รหัสประเทศ (ทางเลือก) : ใช้มาตรฐาน ISO 3166-1 Alpha-2 เช่น TH, US, GB ข้อควรระวัง: ต้องระบุรหัสภาษาขึ้นก่อนเสมอ ห้ามใช้รหัสประเทศเพียงอย่างเดียว รูปแบบที่ถูกต้องคือ ภาษา-ประเทศ (เช่น en-GB สำหรับภาษาอังกฤษในสหราชอาณาจักร)
2. การใช้ X-Default เป็นหน้าสำรอง (Fallback Page) ค่า hreflang="x-default" ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับสำหรับผู้ใช้งานที่ตั้งค่าภาษาไม่ตรงกับเงื่อนไขใดๆ ที่เว็บไซต์ระบุไว้ ระบบจะนำทางผู้ใช้งานกลุ่มนี้ไปยังหน้าเว็บที่กำหนดโดยอัตโนมัติ ซึ่งมักจะเป็นหน้า Landing Page สำหรับเลือกภาษา หรือหน้าภาษาอังกฤษที่เป็นสากล
3. กฎการเชื่อมโยงแบบสองทิศทาง (Bidirectional Linking)
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดคือการละเลยการชี้กลับ ระบบ Hreflang จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงแบบสองทิศทาง :
หากหน้า A (ภาษาไทย) ระบุว่า "หน้า B คือเวอร์ชันภาษาอังกฤษของฉัน"
หน้า B (ภาษาอังกฤษ) ต้อง ระบุกลับมาว่า "หน้า A คือเวอร์ชันภาษาไทยของฉัน" ด้วยเช่นกัน หากขาดการเชื่อมโยงกลับ (Missing Return Tag) Google จะถือว่าคำสั่งนั้นเป็นโมฆะเพื่อป้องกันการแอบอ้างสิทธิ์
วิธีการติดตั้ง Hreflang : 3 วิธีหลัก
วิธีที่ 1 : HTML Head Tag (เหมาะสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป)
เป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมสำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือเว็บไซต์ที่ใช้ระบบ CMS
หลักการ : ฝังแท็ก <link> ลงในส่วน <head> ของโครงสร้าง HTML ในทุกหน้าเว็บ
ข้อดี : ตรวจสอบได้ง่ายผ่านการ View Source และสามารถติดตั้งได้ทันที
ข้อเสีย : หากเว็บไซต์รองรับหลายภาษา จะส่งผลให้บรรทัดโค้ดเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเล็กน้อย
HTML
<head>
<link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/page" />
<link rel="alternate" hreflang="en" href="https://example.com/en/page" />
<link rel="alternate" hreflang="x-default" href="https://example.com/page" />
</head>
วิธีที่ 2: XML Sitemap
เป็นวิธีที่เป็นระเบียบที่สุด เหมาะสำหรับเว็บไซต์ E-commerce หรือเว็บไซต์ที่มีหน้าเว็บจำนวนมาก
หลักการ : ระบุความสัมพันธ์ของแต่ละภาษาไว้ในไฟล์ XML Sitemap และนำส่งผ่าน Google Search Console
ข้อดี : ไม่เพิ่มภาระให้กับโค้ดหน้าเว็บ ช่วยลดขนาดไฟล์ HTML และจัดการข้อมูลได้จากศูนย์กลาง
ข้อเสีย : โครงสร้าง Syntax มีความซับซ้อน จำเป็นต้องระบุ Namespace (xhtml:link) ให้ถูกต้อง
XML
<url>
<xhtml:link rel="alternate" hreflang="en" href="https://example.com/en/page"/>
<xhtml:link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/page"/>
</url>
วิธีที่ 3: HTTP Headers (สำหรับไฟล์ที่ไม่ใช่ HTML)
เป็นวิธีที่จำเป็นสำหรับการทำ SEO ให้กับไฟล์เอกสาร
หลักการ : ส่งค่าแอตทริบิวต์ผ่านการตอบกลับของเซิร์ฟเวอร์ (Server Response)
เหมาะสำหรับ : ไฟล์เอกสารประเภท PDF, DOC, PPT
ข้อดี : เป็นวิธีการเดียวที่รองรับการทำ SEO สำหรับไฟล์ประเภท Non-HTML
HTTP
Link : <https://example.com/en/file.pdf>; rel="alternate"; hreflang="en",
<https://example.com/th/file.pdf>; rel="alternate"; hreflang="th"
ตารางเปรียบเทียบการเลือกวิธีติดตั้งที่เหมาะสม
ประเภทเว็บไซต์ | วิธีที่แนะนำ | เหตุผลทางเทคนิค |
เว็บไซต์ธุรกิจทั่วไป / Blog (น้อยกว่า 500 หน้า) | HTML Tags | ติดตั้งง่าย ดูแลรักษาสะดวก ตรวจสอบข้อผิดพลาดได้ง่าย |
E-commerce / เว็บไซต์องค์กร (มากกว่า 1,000 หน้า) | XML Sitemap | ลดภาระการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed) และจัดการฐานข้อมูลได้ง่ายกว่า |
เว็บไซต์ที่มีไฟล์ดาวน์โหลด (เช่น PDF Catalogs) | HTTP Headers | เป็นวิธีเดียวที่รองรับไฟล์ประเภท Non-HTML |
WordPress / Shopify | Plugin / App | ระบบมักดำเนินการผ่าน HTML Tags ให้อัตโนมัติ (เช่น Yoast SEO, Polylang) |

เครื่องมือตรวจสอบ Hreflang
เพื่อความแม่นยำในการปฏิบัติงาน ขอแนะนำเครื่องมือสำหรับตรวจสอบความถูกต้องดังต่อไปนี้ :
Google Search Console (เครื่องมือมาตรฐานที่จำเป็น)
Hreflang Tags Testing Tool (โดย Aleyda Solis)
Screaming Frog SEO Spider
Merkle SEO Hreflang Tag Testing Tool
SEMrush Site Audit
Checklist การตรวจสอบ Hreflang
[ ] ทุกหน้าเว็บไซต์มี hreflang tags
[ ] มีแท็กที่อ้างอิงถึงตัวเอง (Self-referencing tag)
[ ] มีการเชื่อมโยงแบบสองทิศทาง (Bidirectional return links)
[ ] รหัสภาษา และประเทศถูกต้องตามมาตรฐาน ISO
[ ] ระบุ URL แบบเต็มรูปแบบ (Absolute URLs)
[ ] URL ทุกรายการสามารถเข้าถึงได้ (Status Code 200 OK)
[ ] Canonical tags ระบุไปที่หน้าของตนเองอย่างถูกต้อง
[ ] เนื้อหาในหน้าเว็บสอดคล้องกับภาษาที่ระบุ
[ ] มีการระบุ x-default (กรณีที่จำเป็น)
[ ] ดำเนินการอัปโหลด Sitemap ผ่าน Google Search Console เรียบร้อยแล้ว
[ ] ไม่พบรายงานข้อผิดพลาดใน Google Search Console
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: Hreflang กับ Canonical Tag มีความแตกต่างกันอย่างไร และจำเป็นต้องใช้งานร่วมกันหรือไม่?
ตอบ : ทั้งสองส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่จำเป็นต้องทำงานควบคู่กันเสมอ
Canonical Tag: ทำหน้าที่ระบุหน้าต้นฉบับเพื่อให้ Google จัดอันดับ (Index Me)
Hreflang Tag: ทำหน้าที่ระบุหน้าทางเลือกสำหรับการสลับภาษาให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน (Swap Me) หลักการที่ถูกต้องคือ ในทุกหน้าเว็บต้องมี Self-referencing Canonical อ้างอิงตัวเอง และ Hreflang ที่อ้างอิงตัวเองพร้อมระบุหน้าภาษาอื่นๆ
Q2: จำเป็นต้องแปลเนื้อหาบนหน้าเว็บให้ครบสมบูรณ์ 100% หรือไม่?
ตอบ : ควรดำเนินการแปลเนื้อหาให้ครบถ้วนที่สุด หากทำการแปลเพียงแถบเมนูนำทาง แต่เนื้อหาหลักยังเป็นภาษาเดิม Google อาจประเมินว่าเป็น Duplicate Content นอกจากนี้ การนำเสนอเนื้อหาที่ผสมผสานหลายภาษาในหน้าเดียวยังส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือและเพิ่มอัตราการตีกลับ อีกด้วย
Q3: การติดตั้ง Hreflang จะช่วยยกระดับอันดับ SEO ในทันทีหรือไม่?
ตอบ : Hreflang ไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้พิจารณาคะแนนจัดอันดับโดยตรง แต่ส่งผลเชิงบวกทางอ้อมอย่างมหาศาล การนำส่งหน้าเว็บที่ตรงกับภาษาของผู้ใช้ จะช่วยยืดระยะเวลาการเข้าชมและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อ SEO ในระยะยาว
Q4: หากมีการใช้งาน Hreflang แล้ว ยังจำเป็นต้องระบุ <html lang="th"> หรือไม่?
ตอบ : จำเป็นต้องระบุทั้งสองส่วน เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่แตกต่างกัน โดย Hreflang ใช้สำหรับสื่อสารกับ Search Engine ในขณะที่ HTML Lang ใช้สำหรับสื่อสารกับ Web Browser และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการเข้าถึงเนื้อหา
Q5: ระบบของ Bing รองรับการใช้งาน Hreflang หรือไม่?
ตอบ : ปัจจุบัน Bing รองรับการทำงานของ Hreflang แล้ว แต่อาจให้น้ำหนักน้อยกว่า Google อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจมีการใช้งาน Bing ในสัดส่วนที่สูง (เช่น ตลาดในสหรัฐอเมริกา) การพิจารณาใช้งาน Meta Tag รูปแบบเดิมควบคู่ไปด้วยถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
Hreflang ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ International SEO ที่มีบทบาทชี้วัดความสำเร็จของเว็บไซต์ในระดับสากล การปรับปรุงระบบหลังบ้านให้พร้อมรองรับผู้ใช้งานจากทั่วโลก คือก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างไร้พรมแดน
ME POWER Agency คือผู้เชี่ยวชาญด้านการโฆษณาสินค้า และการตลาดออนไลน์ที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 15 ปี เราให้บริการดูแลโฆษณาบนแพลตฟอร์มชั้นนำ ทั้ง Facebook Ads, Google Ads, TikTok Ads และอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึก การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ทรงพลัง และการวางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยทีมงานที่พร้อมทำความเข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง เราจึงการันตีผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับงบประมาณการลงทุนในทุกมิติ

