top of page

Rage Bait คืออะไร? ถอดบทเรียนการตลาดแบบ Ultra Smooooth

  • 23 ก.ค.
  • ยาว 3 นาที
Rage Bait คืออะไร? ถอดบทเรียนการตลาดแบบ Ultra Smooooth

Key Takeaways

  • Rage Bait ก้าวข้าม Clickbait: ไม่ได้ล่อด้วยความอยากรู้ แต่ล่อด้วย "ความโกรธ" โดยตั้งใจทำคอนเทนต์ขัดใจ ท้าทายความคิด หรือดูถูก เพื่อบีบให้คนทนไม่ไหวจนต้องเข้ามาพิมพ์ด่าและแชร์ต่อ


  • Ultra Smooth คือตัวอย่างชั้นดี: การตั้งราคา 519 บาท บวกกับคำพูดท้าทายอย่าง เก็บตังมากินแล้ว Mindset จะเปลี่ยน เป็นการกระตุกต่อมอีโก้คนฟังอย่างจงใจ ปั่นความโกรธให้กลายเป็นไวรัลข้ามคืน


  • ได้ "ความสนใจ" แต่เสีย "ความเชื่อใจ": การทำ Rage Bait ระบบโซเชียลให้คนเห็นโพสต์ได้จริง แต่ต้องแลกกับภาพลักษณ์ที่ดูหิวแสง และอาจทำลาย ความน่าเชื่อถือของแบรนด์


  • SME ควรหนีให้ไกล: กลยุทธ์ยั่วให้โกรธเหมาะกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่รับแรงกระแทกไหวเท่านั้น สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ผลเสียจากดราม่าไม่คุ้มค่ากับยอดวิวที่เพิ่มขึ้น


  • ตั้งสติเมื่อโดนทัวร์ลง: หากเกิดวิกฤตดราม่า แบรนด์ต้องรับมือให้ไว ยอมรับผิดแบบตรงไปตรงมา ห้ามแอดมินหัวร้อนโต้เถียงชาวเน็ต และอย่าลืมประเมินว่ายอดวิวที่ได้มาเปลี่ยนเป็นยอดขายได้จริงหรือไม่


Rage Bait คืออะไร

Rage Bait คือการทำคอนเทนต์ที่ตั้งใจ ยั่วให้คนโกรธโดยเฉพาะ ไม่ได้ต้องการให้สาระประโยชน์อะไรเลย แต่ทำเนื้อหาขึ้นมาเพื่อให้คนดูรู้สึกหงุดหงิด ขัดใจ จนทนไม่ไหวต้องเข้ามาด่า พิมพ์คอมเมนต์ หรือแชร์ไปวิจารณ์ต่อ ยิ่งคนโต้เถียงกันเยอะ โพสต์ก็ยิ่งได้ยอดคนดูสูงขึ้น


Rage Bait ต่างจาก Clickbait อย่างไร?

  • Clickbait: ล่อด้วย ความอยากรู้ เน้นตั้งพาดหัวให้น่าสงสัย เพื่อให้คนกดคลิกเข้าไปดู


  • Rage Bait: ล่อด้วย ความโกรธเน้นทำเนื้อหาขัดใจคน ท้าทายความคิด เพื่อให้คนหยุดดูและเข้ามาเถียง


ทำไมเราถึงโดน Rage Bait?

อารมณ์ลบเรียกยอดวิวได้ดีกว่าอารมณ์บวก

โดยธรรมชาติ สมองคนเราจะไวต่อเรื่องแย่ๆ หรือเรื่องที่มาคุกคามมากกว่าเรื่องดีๆ ถ้าเจอคอนเทนต์พลังบวก เรามักจะแค่กดไลก์แล้วก็เลื่อนผ่านไป แต่ถ้าเจอคอนเทนต์ที่ตั้งใจมาพูดจาบิดเบือน หรือโจมตีความเชื่อของเรา สมองจะสั่งให้เราต้องโต้ตอบทันที ทำให้เราต้องหยุดดูและพิมพ์คอมเมนต์เถียง


อัลกอริทึมโซเชียลชอบ ดราม่า

ระบบของโซเชียลมีเดียไม่สนใจหรอกว่าคุณคอมเมนต์เพราะชอบหรือเพราะโกรธ มันสนใจแค่ว่า โพสต์ไหนดึงให้คนอยู่บนหน้าจอได้นานที่สุด พอคนเริ่มสาดอารมณ์เถียงกัน ระบบก็จะมองว่าโพสต์นี้ดึงดูดคนได้ดี และดันโพสต์นั้นให้คนอื่นเห็นเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ


ทำไมโซเชียลถึงชอบ ให้รางวัลกับความโกรธ?

  • ทุกอย่างคือเรื่องเงิน: รายได้หลักของโซเชียลมีเดียมาจากค่าโฆษณา ยิ่งเราไถหน้าจอนานเท่าไหร่ แพลตฟอร์มก็ยิ่งได้เงินเยอะขึ้น ระบบเลยถูกตั้งค่ามาให้ดันโพสต์ที่ ดึงคนให้อยู่นานและคอมเมนต์เยอะๆ


  • ระบบไม่สนว่าด่าหรือชม: สำหรับอัลกอริทึม คอมเมนต์ด่ากับคอมเมนต์ชมมีค่าเท่ากันเป๊ะ! และ ความโกรธนี่แหละที่ชั้นดีที่ทำให้คนต้องเปิดแอปฯ กลับมาเถียงซ้ำๆ ซึ่งเข้าทางแพลตฟอร์มพอดี


  • สมองเราชอบอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ด: จิตวิทยา สิ่งที่ทำให้คนกดแชร์ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องแย่ แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่ กระตุ้นอารมณ์ ไม่ว่าจะบวกสุดๆ หรือลบสุดๆ ถ้าเป็นเรื่องเศร้าๆ เนือยๆ คนจะไม่ค่อยแชร์


  • ยิ่งใส่คำกระตุ้นอารมณ์ ยิ่งแชร์เยอะ: มีงานวิจัยวิเคราะห์ข้อความนับแสนยืนยันว่า ยิ่งเราใส่คำที่กระตุ้นอารมณ์หรือตัดสินว่าถูกหรือผิด เข้าไป โอกาสที่คนจะแชร์ต่อยิ่งพุ่งสูงขึ้น 17-20% แต่การแชร์พวกนี้มักจะวนอยู่แค่ใน กลุ่มคนที่คิดเหมือนกันไม่ค่อยข้ามไปเปลี่ยนใจคนที่เห็นต่างได้เลย


เล่นกับ ความเชื่อ และ นิสัย ของเรา

Rage Bait ที่ได้ผลมักจะไม่ด่าเรื่องทั่วไป แต่จะเจาะไปที่เรื่องสำคัญ เช่น ทางการเมือง, เพศสภาพ หรือนิสัยในการทำงาน และมักจะถามแบบ ให้เลือกข้าง ไม่มีตรงกลาง ทำให้เราตกใจและรู้สึกว่า ถ้าไม่ออกมาเถียง ก็แพ้ เราจึงต้องรีบพิมพ์เพื่อปกป้องตัวเอง


ใครคือเป้าหมายของ Rage Bait?

การโดน Rage Bait ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนโง่หรือใจร้อน แต่มันคือจิตวิทยา เพราะคอนเทนต์พวกนี้ถูกตั้งใจออกแบบมาเพื่อจี้จุดอ่อนที่คนส่วนใหญ่มีเหมือนกัน โดยเป้าหมายหลักจะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ:


1. คนที่ติดโซเชียลและชอบการคอมเม้น เวลาที่เราพิมพ์ด่าหรือแสดงความไม่พอใจ แล้วมีคนมากดไลก์หรือคอมเมนต์เห็นด้วย สมองจะหลั่งสารความสุข (โดพามีน) ออกมาแบบเดียวกับการเสพติด ทำให้เรารู้สึกสะใจและอยากกลับไปพิมพ์เถียงอีก ยิ่งเราดูคอนเทนต์ชวนโมโหบ่อยเท่าไหร่ สมองก็จะยิ่งชินกับความโกรธ และปรับระบบประสาทให้เรากลายเป็นคนที่พร้อมจะโมโหได้ง่ายกว่าเดิม


2. คนที่อินจัด กับความเชื่อและอะไรบางอย่างของตัวเอง เวลาที่คนเราเจอเรื่องที่รู้สึกว่า ผิด หรือขัดกับความเชื่ออย่างแรง เราจะโกรธมาก การพิมพ์ด่าเหมือนประกาศว่า ฉันเป็นคนดี หรือ ฉันอยู่ฝั่งที่ถูก Rage Bait เลยมักจะขยี้เรื่องที่เซนซิทีฟ เช่น เรื่องเงิน การเลี้ยงลูก หรือเรื่องเพศ เพื่อทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกโจมตี จนทนไม่ได้ต้องรีบพิมพ์ปกป้องตัวเอง ยิ่งบวกกับนิสัยของคนที่มักจะสะใจเวลาเห็นฝั่งตรงข้ามดูแย่ คอนเทนต์พวกนี้ก็เลยยิ่งถูกแชร์ต่อได้ง่ายมากๆ


ดราม่าไอศกรีมเจลาโต้ Ultra Smoooooth Rage Bait ของแท้

ร้านเจลาโต้ที่ชูจุดขายว่าเนื้อไอศกรีมเนียนมาก (Ultra Smoooooth) และตั้งราคาขายสูง ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นแค่ไวรัลคนตกใจเรื่องราคาแพง แต่สิ่งที่ทำให้เคสนี้กลายเป็น "การทำการตลาดแบบยั่วให้โกรธ Rage Bait" อย่างเต็มตัว คือคำพูดที่จงใจกระตุกต่อมโมโหคนดู เช่น:


  • เกี่ยวกับ Mindset จะเปลี่ยนหลังจากทานไปแล้ว ประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงไอศกรีมแล้ว แต่เป็นการท้าทายอีโก้และดูถูกเงินในกระเป๋าคนฟัง ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกถูกเหยียดว่าถ้าไม่กินแปลว่า Mindset ไม่ดี จนทนไม่ไหวต้องเข้ามาด่า


  • ราคาถูกมาก เป็นการพูดที่สวนทางกับความรู้สึกของคนทั่วไปอย่างรุนแรง ไอศกรีมราคาสูงแต่บอกว่าถูกมาก ยิ่งกระตุ้นให้คนหงุดหงิด ขัดใจ และอยากกดแชร์ไปวิจารณ์ต่อ


เมื่อเอาคำพูดเหล่านี้มารวมกัน จึงไม่ใช่อุบัติเหตุทัวร์ลง แต่คือการตั้งใจใช้ คำพูดเชิงดูถูกและโอ้อวด มาล่อ เพื่อปั่นกระแสความโกรธและความหมั่นไส้ของสังคม ให้กลายเป็นยอดวิวและทำให้ร้านดังเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน!


การยั่วให้โกรธ Rage Bait ต่างจาก การทำการตลาดทัวร์ลงแบบไม่ได้ตั้งใจ ยังไง

การยั่วให้โกรธ Rage Bait ต่างจาก การทำการตลาดทัวร์ลงแบบไม่ได้ตั้งใจ ยังไง

ตั้งใจทำ หรือแค่พลาด ทัวร์ลงแบบไม่ได้ตั้งใจ

บางครั้งที่แบรนด์โดนคนรุมด่า อาจไม่ได้ตั้งใจทำคอนเทนต์มายั่วให้เราโกรธ หลายครั้งเกิดจากความผิดพลาดของทีมงานที่หาข้อมูลมาไม่ดีพอ หรือไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนในเรื่องนั้นๆ นอกจากนี้ บางดราม่าก็ถูกปั่นกระแสให้ใหญ่โตจากบัญชีปลอมหรือกลุ่มที่หวังผลบางอย่าง จนแบรนด์ต้องรีบลบโพสต์หรือถอยออกมา ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้มีเจตนาจะกวนประสาทใคร


ยั่วเอาแสง หรือ การมีจุดยืน

  • การมีจุดยืน: คือการที่แบรนด์เชื่อมั่นในค่านิยมเรื่องใดเรื่องหนึ่งจริงๆ และพร้อมจะรับผลกระทบหากจะมีลูกค้าบางกลุ่มไม่เห็นด้วยหรือเลิกสนับสนุน


  • การยั่วให้โกรธ: ทำไปเพราะอยากได้ยอดคอมเมนต์และยอดคนดูเยอะๆ โดยไม่ได้เชื่อในเรื่องนั้นอยู่จริง คนดูในปัจุุบันฉลาดและดูออกว่า แบรนด์ไหนกำลังทำเพื่อสังคมจริงๆ และแบรนด์ไหนแค่ หิวแสงเพื่อหลอกโซเชียล


ข้อดี ข้อเสีย ก่อนทำ Rage Bait Marketing

ข้อดีของการใช้ Rage Bait

ข้อดีหลักๆ คือช่วยให้คนเห็นโพสต์ของเราเยอะและเร็วมากแบบไม่ต้องเสียเงินยิงแอด แบรนด์จะได้พื้นที่สื่อฟรีๆ จากการที่คนแห่แชร์ไปด่าหรือถกเถียงกันยังทำให้ได้ Word of Mouth Marketing ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำและโดดเด่นแทรกขึ้นมาได้ทันทีในตลาดที่มีคู่แข่งเยอะๆ


ข้อเสีย

ลดความเชื่อใจ แบรนด์จะถูกมองว่าหิวแสงและไม่มีจรรยาบรรณ การดึงดูดความสนใจได้ ไม่ได้แปลว่าเขาจะเชื่อใจและยอมซื้อของ


นอกจากนี้ พอคนเริ่มด่ากันเดือดๆ แบรนด์จะคุมทิศทางอะไรไม่ได้เลย เสี่ยงที่จะโดนระบบของแพลตฟอร์มปิดกั้นการมองเห็นโพสต์ เพราะถูกมองว่าเป็นเนื้อหาลบ และแบรนด์ยังต้องเสียเวลา เสียเงิน มาตามแก้ปัญหาหรือจัดการกับวิกฤตดราม่าทีหลังอีก


วิเคราะห์ให้เป็น ยอดวิวที่ได้มา คุ้มค่า จริงหรือเปล่า?

ปัญหาใหญ่ของการทำ Rage bait คือมันทำให้ตัวเลขหลังบ้านดูสวย ทั้งยอดวิว ยอดไลก์ คอมเมนต์ และแชร์ที่พุ่ง แต่นี่คือเลขหลอก เพราะถึงจะมีคนเข้ามาคอมเมนต์ด่าเป็นล้านข้อความ ระบบก็จะนับว่าโพสต์นี้ปังและมีคนสนใจ ทั้งที่จริงๆ อาจจะไม่มีใครยอมจ่ายเงินซื้อของจากเราเลยสักคน


ตัวอย่าง: วิวหลักล้าน แต่ไม่ได้เงินสักบาท มีกรณีศึกษาของคนทำคลิปคนหนึ่ง Stockton Walbeck เขาทำคลิปจนได้ยอดคนดูถึง 3 ล้านวิว และได้คนตามเพิ่ม 50,000 คน แต่สรุปว่า ขายของไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว ในขณะที่อีกคลิปมีคนดูแค่ 4,000 วิว แต่กลับได้ลูกค้าคุณภาพและสร้างยอดขายได้หลักแสนบาท การที่มีคนเห็นโพสต์เยอะๆ บอกแค่ว่า มีคนเห็น แต่ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นจะชอบแบรนด์หรือพร้อมโอนเงินซื้อของ


อยากรู้ว่าคุ้มจริงไหม ต้องดูตัวเลขพวกนี้แทน: แทนที่จะดีใจกับยอดแชร์ที่มาจากความโกรธ เจ้าของธุรกิจควรดูตัวเลขที่สร้างรายได้จริง เช่น:


  • เสียงตอบรับ: คนคอมเมนต์ชม หรือ คอมเมนต์ด่า มากกว่ากัน?

  • ยอดค้นหาชื่อแบรนด์: มีคนเอาชื่อแบรนด์เราไปเสิร์ชหาใน Google เพิ่มขึ้นไหม?

  • ยอดขายจริง: ยอดวิวเปลี่ยนเป็นคนทักมาซื้อของ ได้กี่เปอร์เซ็นต์?

  • ลูกค้าตัวจริง: คนที่ทักมาจากโซเชียล ตัดสินใจซื้อโปรแกรมหรือสินค้าของเราจริงๆ ใช่ไหม?


ตัวเลขนี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่า เงินและเวลาที่แบรนด์ลงทุนทำสื่อไปนั้นได้เงินและคุ้มจริงไหม


Rage Bait เหมาะกับใคร และ ไม่เหมาะกับใคร

Rage Bait เหมาะกับใคร และ ไม่เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับ: แบรนด์ระดับโลก แบรนด์ใหญ่ที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น และมีเงินถุงเงินถังพอที่จะรับมือกับกระแสด่าทอได้


  • ไม่เหมาะกับ: ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME เพราะผลเสียและดราม่าที่ตามมามันไม่คุ้มกับยอดวิวที่ได้ จึงแนะนำว่า แบรนด์ SME ควรหลีกเลี่ยงการทำการตลาดแบบนี้อย่างเด็ดขาด


ทางที่ฉลาดกว่า เรียกยอดคนดูได้ โดยไม่ต้องสร้างดราม่ายั่วให้โกรธ

ทำคอนเทนต์ตลก หรือมีประโยชน์ แทนความโกรธ

เราไม่จำเป็นต้องด่าใครเพื่อให้โพสต์ดัง! เพราะสิ่งที่ทำให้คนอยากแชร์คือ อารมณ์ที่พุ่ง ซึ่งความตลก ความตกใจ หรือคอนเทนต์ที่ มีประโยชน์จนต้องกดเซฟ ก็กระตุ้นคนได้ดีพอๆ กัน ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาสักบาท เพราะมันเป็นตลกที่ไม่มีพิษมีภัย และไม่ได้ไปทำร้ายความรู้สึกใคร


ดูให้ออกว่าอันไหน จุดยืน อันไหน แค่แกล้งปั่นดราม่า

บางทีเวลาแบรนด์โพสต์อะไรลงไปแล้วมีคนเข้ามาด่า ก็ไม่ได้แปลว่าเขาตั้งใจปั่นกระแสเสมอไป ถ้าแบรนด์เขาเชื่อในเรื่องนั้นจริงๆ และเผื่อใจไว้แล้วว่าทำไปต้องมีคนไม่เห็นด้วยแน่ๆ แบบนี้เรียกว่า การมีจุดยืน


แต่การตั้งใจยั่วให้คนโกรธ คือทำไปเพราะ แค่อยากดัง หรืออยากให้คนมามุงเยอะๆ โดยที่แบรนด์ไม่ได้เชื่อในเรื่องนั้นจริงๆ เลย ซึ่งคนดูเดี๋ยวนี้ฉลาด เขามองออกเลยว่าอันไหนทำด้วยความจริงใจ อันไหนแค่จัดฉากเรียกยอดวิว


ทำของให้ดีจนคนอยากบอกต่อ ถ้าอยากให้ธุรกิจโตไปนานๆ

วิธีที่ดีที่สุดคือทำคอนเทนต์หรือทำของให้ ดีจนลูกค้าประทับใจแล้วอยากเอาไปเล่าต่อ แล้วปล่อยให้ลูกค้าช่วยกันเชียร์เราเอง เช่น: แบรนด์เครื่องสำอาง Glossier ที่มีลูกค้าประจำเยอะมากๆ โดยไม่ต้องสร้างดราม่าเลย เพราะเขาเน้นใส่ใจและรับฟังความต้องการของลูกค้าจริงๆ จนลูกค้าเอาไปพูดต่อกันเอง


ถ้าเราดังเพราะ ทำของดี เราจะได้ลูกค้าประจำที่อยู่กับเราไปยาวๆ แต่ถ้าเราดังเพราะ ปั่นให้คนด่า มันก็จะดังแค่แป๊บเดียวแล้วก็ดับไป แถมคนยังติดภาพจำแย่ๆ กับแบรนด์เราไปด้วย


วิธีทำแคมเปญให้ปลอดภัย เช็กลิสต์ก่อนกดโพสต์

เช็กลิสต์ก่อนกดโพสต์ ตรวจให้ชัวร์ก่อนทัวร์ลง การทำคอนเทนต์ที่เล่นกับความรู้สึกคน ก่อนกดแชร์ ควเช็กให้ผ่าน 5 ข้อนี้ก่อน:


  • ท้าทายความคิด หรือ แค่ด่าคน? : คอนเทนต์นี้แค่ชวนให้คนคิดมุมใหม่ หรือตั้งใจไปดูถูกและเหยียดคนอื่น? (ถ้าเป็นอย่างหลัง ให้เบรกทันที)


  • ตรงกับจุดยืนของแบรนด์ไหม? : สิ่งที่โพสต์คือสิ่งที่แบรนด์เชื่อและทำจริงๆ ใช่ไหม หรือแค่เกาะกระแสดังเฉยๆ|


  • รับมือทัวร์ลงไหวไหม? : ลองคิดเผื่อสถานการณ์แย่สุดว่า ถ้าลูกค้าแบน ไม่ซื้อของ แบรนด์เรามีเงินทุนและลูกค้าประจำพอที่จะรอดไหม


  • มีแผนรับมือดราม่าหรือยัง? : ถ้าเกิดเรื่องโดนด่าเละ ใครจะเป็นสั่ง และใครจะเป็นคนคอยตอบคอมเมนต์


  • ดูที่ยอดขายและความเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ยอดแชร์ : การที่คนแชร์เยอะๆ เพราะโกรธ ไม่ได้แปลว่าเขาจะยอมจ่ายเงินซื้อของจากเราเสมอไป


วิธีรับมือเมื่อดราม่าเกิด (โดนทัวร์ลง)

ถ้าสถานการณ์พลิก แบรนด์โดนด่า นี่คือหลักการสากลที่ต้องทำ:


  • ตอบให้ไวและพูดความจริง รีบชี้แจงเบื้องต้นให้เร็วที่สุด ภายใน 1-2 ชั่วโมง เพื่อหยุดคนไม่ให้คิดและลือกันไปเอง


  • ถ้าคอนเทนต์เราข้ามเส้นจริงๆ ให้ขอโทษอย่างจริงใจแบบแมนๆ ไม่ต้องมีข้ออ้าง


  • แอดมินห้ามหัวร้อน หรือไปพิมพ์เถียงกับชาวเน็ตเด็ดขาด


  • ประเมินดูว่าควรจะลบโพสต์ หยุดแคมเปญนี้ หรือเอาเนื้อหาไปปรับปรุงใหม่


4 ขั้นตอนง่ายๆ ในการรับมือดราม่าที่ใช้ได้จริง:

  • รับทราบปัญหา: โพสต์บอกคนอ่านก่อนเลยว่า ทางแบรนด์รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูล


  • หาสาเหตุ รีบเรียกทีมงานมาคุยด่วนว่าเราพลาดตรงไหน ใช้คำผิด หรือคนเข้าใจผิดบริบท


  • แก้ไขและขอโทษ ถ้าทำผิดจริงให้ขอโทษ พร้อมบอกให้ชัดเจนเลยว่าแบรนด์มีวิธีแก้ไขอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร


  • รอดูสถานการณ์ ติดตามดูว่าหลังจากขอโทษไปแล้ว คนยังโกรธอยู่ไหม ถ้ากระแสยังแย่อยู่ แนะนำให้งดโพสต์ขายของไปก่อนชั่วคราว


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Rage Bait คืออะไร?

คือคอนเทนต์ที่ตั้งใจทำมาเพื่อ "ยั่วโมโห" หลอกให้คนหงุดหงิดจนทนไม่ไหว ต้องเข้ามาด่า เถียง หรือแชร์ไปด่าต่อ ยิ่งคนเข้ามาด่าเยอะ ระบบของโซเชียลก็ยิ่งดันโพสต์นั้นให้คนเห็นมากขึ้น

คือคอนเทนต์ที่ตั้งใจทำมาเพื่อ "ยั่วโมโห" หลอกให้คนหงุดหงิดจนทนไม่ไหว ต้องเข้ามาด่า เถียง หรือแชร์ไปด่าต่อ ยิ่งคนเข้ามาด่าเยอะ ระบบของโซเชียลก็ยิ่งดันโพสต์นั้นให้คนเห็นมากขึ้น

  • Clickbait: ล่อด้วย ความอยากรู้ใช้พาดหัวชวนสงสัย หลอกให้คนกดเข้าไปดู


  • Rage Bait: ล่อด้วย ความโกรธทำเนื้อหากวนประสาทและขัดใจคน เพื่อบังคับให้คนเข้ามาพิมพ์ด่า

  • แกล้งให้ข้อมูลผิด: ตั้งใจพิมพ์มั่วๆ เพื่อหลอกให้คนที่รู้ความจริงเข้ามาคอมเมนต์เถียง


  • โพสต์ความเห็นสุดโต่ง: พูดเรื่องอ่อนไหวแรงๆ (เช่น การเมือง ศาสนา เพศ) เพื่อให้คนแบ่งฝ่ายทะเลาะกัน


  • แกล้งทำโง่ให้คนขัดใจ: เช่น โฆษณาที่ตั้งใจพลาดบ่อยๆ หรือคลิปทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก เพื่อให้คนดูหงุดหงิดจนต้องเข้ามาด่าหรือเข้ามาสอน


อนาคตของ Rage Bait: คนเริ่ม เบื่อและเริ่มใช้ไม่ได้ผล

คนดูเริ่มเหนื่อยและเอือม แม้ที่ผ่านมาการปั่นดราม่าจะได้ผลดี เพราะสมองคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อรับเรื่องเครียดหรือเรื่องทะเลาะกันทุกวัน เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อยและเลิกสนใจคอนเทนต์แนวนี้แล้ว


โซเชียลมีเดียเริ่มรู้ทันและเปลี่ยนกฏ แพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มปรับระบบไม่ให้ค่ากับโพสต์ที่ตั้งใจล่อเป้าแล้ว ยกตัวอย่างคือ LinkedIn ที่เลิกดันโพสต์ที่จงใจเรียกคอมเมนต์ แต่ไปให้คะแนนกับโพสต์ที่ "คนตั้งใจหยุดอ่านจริงๆ แทน ยังทำโทษโพสต์ที่พยายามล่อเป้าด้วยการลดการมองเห็นลง การใช้ความโกรธมาเรียกยอดวิวเลยกลายเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้นเรื่อยๆ


เมื่อหน้าฟีดโซเชียลมีแต่เรื่องปวดหัวและคนด่ากัน แบรนด์ที่สื่อสารด้วยความสงบ ชัดเจน และจริงใจ จะกลายเป็นของหายากและโดดเด่นขึ้นมาทันที แบรนด์ที่จะชนะไม่ใช่คนที่เสียงดังที่สุด หรือสร้างดราม่าเก่งที่สุด แต่คือแบรนด์ที่คนเห็นแล้วรู้สึก เชื่อใจและสบายใจ


ดังนั้น สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรทำตั้งแต่วันนี้ คือเลิกคิดหาวิธียั่วให้คนโกรธ แล้วเอาเวลามาสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าอยากอยู่กับเราไปนานๆ ดีกว่า เพราะ ความโกรธ เรียกความสนใจได้แค่แป๊บเดียว แต่ ความเชื่อใจ ต่างหากที่จะเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้


ทำการตลาดแบบยั่วให้โกรธ Rage Bait ผิดกฎหมายไหม?

เสี่ยงผิดกฎหมายสูงมาก! ถ้าเนื้อหานั้นไปด่าใคร ปล่อยข่าวปลอม หรือปั่นกระแสให้คนเกลียดชังกัน จะโดนข้อหาผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และถ้าเป็นการทำโฆษณาที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด ก็อาจถูก สคบ. เข้ามาเอาเรื่องได้ แบรนด์จึงต้องระวังให้ดี


Rage Bait แลก ความสนใจ แต่เสีย ความเชื่อใจ

ในการทำธุรกิจ ความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญใน การทำ Rage Bait อาจเป็นทางลัดที่เรียกยอดวิวและทำให้คนสนใจได้เยอะ แต่สิ่งที่แบรนด์ต้องแลกไปคือความเชื่อมั่นจากลูกค้า ซึ่งอาจจะกู้คืนกลับมาไม่ได้อีกเลย


คิดให้ดีก่อนเลือกใช้

การตลาดไม่ได้วัดความสำเร็จกันแค่ยอดไลก์ ยอดคอมเมนต์ หรือยอดแชร์ แต่คือการทำให้ลูกค้าอยู่กับเราไปนานๆ คุณต้องเลือกว่า จะยอมเสี่ยง ยั่วให้คนโกรธแบบ Ultra Smooth เพื่อให้ได้กระแสแค่ชั่วคราว

 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page