top of page

Affiliate Marketing คืออะไร มีรายได้เสริมทุกที่ที่ต้องการ

  • รูปภาพนักเขียน: Admin MMT
    Admin MMT
  • 3 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที
Affiliate Marketing คืออะไร มีรายได้เสริมทุกที่ที่ต้องการ

Affiliate Marketing คืออะไร?

Affiliate Marketing คือ รูปแบบการตลาดออนไลน์ที่เจ้าของธุรกิจจ้างบุคคลหรือบริษัทอื่นมาช่วยโปรโมทสินค้าและบริการผ่านช่องทางของพวกเขา โดยผู้โปรโมท (Affiliate) จะได้รับค่าตอบแทนเป็นคอมมิชชั่นเมื่อมียอดขาย การคลิก หรือการกระทำตามที่กำหนดเกิดขึ้น

ง่ายๆ คือ คุณเป็นตัวกลางที่ช่วยแนะนำสินค้าให้ลูกค้า เมื่อลูกค้าซื้อผ่าน link ของคุณ คุณก็จะได้เงินส่วนแบ่ง โดยไม่ต้องมีสินค้าเป็นของตัวเอง ไม่ต้องสต็อกของ หรือจัดส่งสินค้าเอง



สถิติตลาด Affiliate Marketing ปี 2025

ตลาด Affiliate Marketing ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 9.56-12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 12-37.3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2025 ขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละองค์กร

ข้อมูลที่น่าสนใจ:

  • ยอดขายจาก E-commerce ประมาณ 5-25% มาจาก Affiliate Marketing

  • รายได้จาก Affiliate Marketing เติบโตขึ้น 8-10% ต่อปี

  • แบรนด์มากกว่า 63.8% วางแผนทำงานร่วมกับ Influencer ในปี 2025

  • ตลาดโลกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.13 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2032 (บางหมวดหมู่อย่าง SaaS)



ประเภทและรูปแบบ (Types & Models)

Unattached Affiliate Marketing (การโปรโมทแบบไม่ผูกมัด)เป็นการทำการตลาดแบบที่ผู้โปรโมทไม่มีความเชี่ยวชาญหรือความเกี่ยวข้องกับสินค้าที่โฆษณา เพียงแค่นำลิงก์ไปวางในช่องทางของตัวเอง เมื่อมีคนคลิกหรือซื้อก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น ไม่จำเป็นต้องใช้สินค้าจริงหรือมีความรู้เฉพาะทาง

ข้อดี: ทำง่าย ไม่ต้องลงทุนเวลาศึกษาสินค้าข้อเสีย: ความน่าเชื่อถือต่ำ อัตราการแปลงขายไม่สูงนัก เพราะผู้ติดตามไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริง

ตัวอย่าง: การวางโฆษณาสินค้ารองเท้าในเว็บไซต์เกี่ยวกับการทำสวน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน


Related Affiliate Marketing (การโปรโมทแบบเกี่ยวเนื่อง)ผู้โปรโมทมีความเชี่ยวชาญหรือสร้างคอนเทนต์ในกลุ่มเฉพาะ (Niche) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า แม้จะไม่ได้ใช้สินค้านั้นจริงก็ตาม แต่สามารถให้ข้อมูลและคำแนะนำได้เพราะมีความรู้ในหัวข้อนั้น

ข้อดี: มีความน่าเชื่อถือมากกว่าแบบแรก กลุ่มเป้าหมายชัดเจนข้อเสีย: ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและรักษามาตรฐานคอนเทนต์

ตัวอย่าง: Influencer ด้านความงามรีวิวเครื่องสำอางที่ไม่เคยใช้ แต่มีความรู้ด้านผิวพรรณและเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย


Involved Affiliate Marketing (การโปรโมทแบบมีส่วนร่วม)รูปแบบที่ผู้โปรโมทใช้สินค้าจริงและมีประสบการณ์ตรง สามารถให้คำแนะนำที่จริงใจและมีรายละเอียดลึกซึ้ง เป็นรูปแบบที่สร้างความไว้วางใจสูงสุด

ข้อดี: ความน่าเชื่อถือสูงมาก อัตราการซื้อดีที่สุด สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ติดตามข้อเสีย: ต้องลงทุนเวลาทดลองใช้สินค้า จำกัดจำนวนสินค้าที่โปรโมทได้

ตัวอย่าง: YouTuber ทำรีวิวกล้องที่ตัวเองใช้ถ่ายวิดีโอทุกวัน แชร์ข้อดี-ข้อเสียจริง


ช่องทางการทำ Affiliate Marketing

Blog/Websiteสร้างเนื้อหาบทความรีวิวสินค้า คู่มือการใช้งาน หรือบทความเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ โดยเน้น SEO เพื่อให้คนค้นหาเจอในกูเกิล เหมาะกับคนที่ชอบเขียนและต้องการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาว

จุดเด่น: เนื้อหาอยู่ได้นาน รายได้ยั่งยืน ควบคุมได้เต็มที่เหมาะกับ: คนชอบเขียน อยากสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง


YouTubeทำคอนเทนต์วิดีโอรีวิวสินค้า unboxing สอนวิธีใช้ หรือเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ผู้ชมมักมีความตั้งใจสูงในการหาข้อมูล ทำให้อัตราการซื้อดี

จุดเด่น: เห็นภาพชัดเจน สร้างความน่าเชื่อถือได้ดี วิดีโออยู่ได้นาน เหมาะกับ: คนถนัดพูด ชอบอยู่หน้ากล้อง สามารถสาธิตสินค้าได้


Instagramแชร์รูปภาพสินค้าที่สวยงาม ใช้ Stories และ Reels เพื่อรีวิวแบบสั้นๆ วางลิงก์ใน Bio หรือในแคปชั่น เหมาะกับสินค้าที่ดึงดูดสายตา เช่น แฟชั่น ความงาม อาหาร

จุดเด่น: เข้าถึงคนได้เร็ว เหมาะกับ lifestyle products เหมาะกับ: คนชอบถ่ายรูป มี visual sense ดี


TikTokสร้างวิดีโอสั้นที่สนุกและติดตาม โชว์การใช้งานสินค้าแบบเป็นธรรมชาติ ใช้เทรนด์และเพลงฮิตเพื่อเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มนี้เหมาะกับการทำ viral content

จุดเด่น: โอกาส viral สูง เข้าถึงคนเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น เหมาะกับ: คนชอบทำคลิปสั้นสนุกๆ ติดเทรนด์เก่ง


Facebookใช้เพจหรือกลุ่มในการแชร์รีวิวสินค้า โพสต์เนื้อหาที่มีประโยชน์ ตอบคำถาม และสร้างชุมชน เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายวัย

จุดเด่น: ฐานผู้ใช้มาก สร้างชุมชนได้ดี เหมาะกับ: คนที่มีกลุ่มผู้ติดตามหรือต้องการสร้างคอมมูนิตี้


Email Marketingรวบรวมรายชื่ออีเมลของคนที่สนใจ ส่ง newsletter ที่ให้คุณค่า แนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง วิธีนี้สร้างรายได้ที่มั่นคงเพราะคุณเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้า

จุดเด่น: อัตราการซื้อสูง ควบคุมได้เต็มที่ ไม่ขึ้นกับอัลกอริทึม เหมาะกับ: คนที่สร้างฐานผู้ติดตามแล้ว ต้องการรายได้ยั่งยืน


Pinterestสร้างพินที่สวยงามเกี่ยวกับสินค้า DIY โครงการบ้าน สูตรอาหาร แฟชั่น ผู้ใช้ Pinterest มักมองหาไอเดียและสินค้า ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับ Affiliate

จุดเด่น: คอนเทนต์อายุยาว ผู้ใช้มีเจตนาซื้อสูง เหมาะกับ: สินค้าแนวบ้านและสวน ของตะแต่ง อาหาร


Podcastพูดคุยและแนะนำสินค้าผ่านรายการเสียง ผู้ฟังมักภักดีและไว้วางใจ เหมาะกับการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

จุดเด่น: ผู้ฟังมี engagement สูง ภักดี เหมาะกับ: คนชอบพูด สามารถสื่อสารด้วยเสียงได้ดี


ข้อดีและข้อเสีย (Pros & Cons)


ข้อดีและข้อเสีย (Pros & Cons)

ข้อดีของ Affiliate Marketing

ไม่ต้องลงทุนสูงเริ่มต้นได้แทบไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องซื้อสินค้ามาเก็บไว้ในสต็อก ไม่ต้องจัดการเรื่องการจัดส่ง หรือแพ็คของ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน พร้อมอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเริ่มทำได้ทันที ต่างจากการเปิดร้านค้าทั่วไปที่ต้องลงทุนหลักหมื่นหรือแสน


รายได้ Passive Incomeเมื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพแล้ว มันสามารถทำงานให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าคุณจะนอนหลับหรือไปเที่ยว ถ้ามีคนคลิกลิงก์และซื้อสินค้า คุณก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น เหมือนมีพนักงานขายที่ทำงานให้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือน


ความยืดหยุ่นสูงทำงานได้จากทุกที่ ไม่ว่าจะบ้าน คาเฟ่ หรือขณะเดินทางท่องเที่ยว ไม่มีเวลาทำงานตายตัว คุณเป็นคนกำหนดตารางเวลาเอง จะทำตอนเช้าหรือดึกก็ได้ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการอิสระในการทำงานหรือต้องการงานเสริม


ไม่ต้องดูแลลูกค้าหน้าที่ของคุณคือแนะนำสินค้าเท่านั้น เรื่องการรับคำสั่งซื้อ จัดการคำร้องเรียน หรือรับผิดชอบสินค้าชำรุด เป็นหน้าที่ของเจ้าของสินค้าทั้งหมด คุณไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องหลังการขาย ทำให้ประหยัดเวลาและพลังงานไปโฟกัสกับการสร้างคอนเทนต์


สามารถขยายธุรกิจได้ง่ายคุณสามารถโปรโมทสินค้าหลายชิ้นหลายแบรนด์พร้อมกันได้ ไม่จำกัดจำนวน ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่เก็บของหรือการจัดการสต็อก ยิ่งคุณมีผู้ติดตามเยอะ คุณก็สามารถหารายได้จากหลายแหล่งพร้อมๆ กัน เพิ่มโอกาสในการทำเงินได้มากขึ้น


ไม่มีความเสี่ยงด้านสินค้าไม่ต้องกังวลเรื่องสินค้าหมดอายุ เสื่อมสภาพ หรือขายไม่ออก ไม่มีสินค้าค้างสต็อก ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องสินค้าคืน ความเสี่ยงทางการเงินน้อยมาก เพราะคุณได้เงินเมื่อมีคนซื้อผ่านลิงก์ของคุณเท่านั้น



ข้อเสียและความท้าทาย

ต้องใช้เวลาสร้างความน่าเชื่อถือการที่คนจะเชื่อใจและซื้อตามคำแนะนำของคุณต้องใช้เวลา คุณต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ แสดงความจริงใจ และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่ขายอย่างเดียว กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายเดือนถึงจะเห็นผล


รายได้ไม่แน่นอนในช่วงแรกช่วงเริ่มต้นอาจไม่มีรายได้เลย หรือได้น้อยมาก เพราะยังไม่มีผู้ติดตามหรือยังไม่มีคนรู้จัก บางเดือนอาจได้เยอะ บางเดือนได้น้อย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ต้องมีความอดทนและมีแผนการเงินสำรองไว้ในระยะแรก


การแข่งขันสูงมีคนทำ Affiliate Marketing เยอะมาก โดยเฉพาะในสินค้ายอดนิยม คุณต้องหาจุดขายที่แตกต่าง มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน และสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง ถ้าทำเหมือนคนอื่นจะยากที่จะประสบความสำเร็จ


ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มถ้าคุณพึ่งพาโซเชียลมีเดีย เมื่ออัลกอริทึมเปลี่ยน การเข้าถึงของคุณอาจลดลงทันที โพสต์ที่เคยเข้าถึงคนเยอะอาจกลายเป็นไม่มีคนเห็น ต้องเตรียมพร้อมปรับตัวและไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มเดียว


ต้องอัปเดตเทรนด์อยู่เสมอโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก สิ่งที่ฮิตวันนี้อาจล้าสมัยพรุ่งนี้ คุณต้องติดตามข่าวสาร เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ และปรับกลยุทธ์อยู่เสมอ ถ้าหยุดพัฒนาตัวเอง อาจถูกแซงหน้าได้ง่าย


ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายโปรแกรม Affiliate อาจเปลี่ยนเงื่อนไข ลดอัตราคอมมิชชั่น หรือยกเลิกโปรแกรมได้ทุกเมื่อ แบรนด์อาจหยุดขายสินค้าที่คุณกำลังโปรโมท คุณต้องมีแผน B และกระจายความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาโปรแกรมเดียว



วิธีเริ่มต้นทำ Affiliate Marketing (Getting Started)

เลือก Niche ที่เหมาะสม

หาสิ่งที่สนใจและมีความเชี่ยวชาญ: เริ่มจากคิดว่าคุณชอบอะไร ถนัดเรื่องอะไร หรือมีประสบการณ์ด้านไหน เพราะคุณจะต้องสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับมันเป็นประจำ ถ้าไม่ชอบจริงๆ จะทำไม่ยาวและไม่มีความจริงใจ


วิเคราะห์ความต้องการของตลาด: ใช้เครื่องมืออย่าง Google Trends พิมพ์คีย์เวิร์ดที่คุณสนใจ ดูว่ามีคนค้นหาบ่อยไหม กราฟเทรนด์ขึ้นหรือลง และเปรียบเทียบหลายๆ คำค้นหาเพื่อหาอันที่มีโอกาสสูงสุด


ใช้เครื่องมือ SEMrush ในการวิจัย: เช็คว่าคีย์เวิร์ดมีปริมาณการค้นหา (Search Volume) เท่าไร ดูคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ว่าคนค้นหาเพื่อซื้อของจริงหรือแค่หาความรู้


ตรวจสอบระดับการแข่งขัน: ลองค้นหาใน Google ดูว่ามีคนทำอยู่กี่คน คุณภาพเนื้อหาเป็นอย่างไร หา Niche ที่มีการแข่งขันปานกลาง ไม่สูงจนไม่มีทางชนะ แต่ก็ไม่ต่ำจนไม่มีตลาด


เลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับตัวเอง

ถนัดเขียน → Blog: สร้างเว็บไซต์หรือบล็อก เขียนบทความรีวิวสินค้า คู่มือต่างๆ เน้นทำ SEO เพื่อให้คนค้นเจอ เนื้อหาอยู่ได้นาน สร้างรายได้ระยะยาว


ถนัดพูด/ถ่ายวิดีโอ → YouTube, TikTok: ถ้าสบายใจหน้ากล้อง ชอบพูดคุยอธิบาย ทำวิดีโอจะเหมาะกว่า YouTube ดีสำหรับรีวิวยาวๆ TikTok เหมาะกับคลิปสั้นติดเทรนด์


ชอบถ่ายรูป → Instagram, Pinterest: มีทักษะจัดภาพสวย ชอบสร้างคอนเทนต์ visual เลือกแพลตฟอร์มที่เน้นภาพ เหมาะกับสินค้าแฟชั่น ความงาม อาหาร ของตกแต่งบ้าน


สมัครโปรแกรม Affiliate

แพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย:

  • Lazada Affiliate: มีสินค้าเยอะ สมัครง่าย เหมาะกับมือใหม่

  • Shopee Affiliate: ใช้งานสะดวก มีเครื่องมือครบ ค่าคอมฯ แข่งขันได้

  • True Affiliates: เน้นบริการและสินค้าหลากหลาย เหมาะกับคนที่มีฐานผู้ติดตามแล้ว


แพลตฟอร์มต่างประเทศ:

  • Amazon Associates: สินค้ามากที่สุดในโลก เริ่มต้นฟรี แต่ค่าคอมฯ 1-10%

  • ShareASale, CJ Affiliate: แบรนด์ดังเยอะ เหมาะกับตลาดต่างประเทศ

  • ClickBank: เน้นสินค้าดิจิทัล อีบุ๊ก คอร์สเรียน ค่าคอมฯ สูงถึง 50-70%


การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสม:

  • อัตราค่าคอมมิชชั่น: เช็คว่าได้กี่เปอร์เซ็นต์ ควรเลือกที่คุ้มค่า

  • ชื่อเสียงแบรนด์: เลือกแบรนด์ที่คนรู้จักและเชื่อถือ ขายง่ายกว่า

  • Cookie Duration: ระยะเวลาที่ติดตามลูกค้า ยิ่งนานยิ่งดี เช่น 30-90 วัน


สร้างเนื้อหาคุณภาพ

Product Review ที่ละเอียด: รีวิวสินค้าอย่างตรงไปตรงมา บอกทั้งข้อดีข้อเสีย ใครเหมาะใช้ ราคาคุ้มค่าไหม ยิ่งละเอียดจริงใจยิ่งน่าเชื่อถือ

Comparison Guide: เปรียบเทียบสินค้าหลายยี่ห้อหรือรุ่น ช่วยคนตัดสินใจ เช่น "3 เครื่องปั่นราคาประหยัด เลือกอันไหนดี" มีตารางเปรียบเทียบจะดีมาก

Tutorial และ How-to Content: สอนวิธีใช้สินค้า แก้ปัญหา หรือทำอะไรบางอย่าง เช่น "5 วิธีใช้เครื่องชงกาแฟให้อร่อย" ซึ่งแนะนำเครื่องชงไปในเนื้อหา

Personal Story และประสบการณ์จริง: เล่าเรื่องราวที่คุณใช้สินค้าจริง แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ทำให้เนื้อหามีชีวิตชีวาและน่าเชื่อถือกว่าการพูดแบบนายหน้าขาย

ติดตามและวิเคราะห์ผลใช้ Google Analytics: ติดตั้งในเว็บไซต์เพื่อดูยอดคนเข้า พฤติกรรมการอ่าน หน้าไหนได้รับความนิยม คนมาจากช่องทางไหน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยปรับกลยุทธ์

ตรวจสอบ Click-through Rate (CTR): ดูว่าจากคนที่เห็นลิงก์ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่คลิก ถ้าต่ำอาจต้องปรับวิธีนำเสนอ เปลี่ยนตำแหน่ง หรือเขียน CTA ให้น่าสนใจกว่านี้

วิเคราะห์ Conversion Rate: ดูว่าคนที่คลิกลิงก์แล้วซื้อจริงกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้า Conversion ต่ำแสดงว่าสินค้าอาจไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หรือเนื้อหายังไม่โน้มน้าวพอ ใช้ข้อมูลนี้ปรับปรุงต่อไป



จงอดทนและมุ่งมั่น

ความสำเร็จใน Affiliate Marketing ไม่ได้มาในชั่วข้ามคืน จะมีช่วงที่ท้อแท้เมื่อไม่มีรายได้ หรือเมื่อเนื้อหาไม่ค่อยมีคนดู แต่ถ้าคุณมุ่งมั่นทำต่อไป สร้างคุณค่าให้ผู้ชม และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โอกาสความสำเร็จจะมาถึงแน่นอน

 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page