top of page

ข้อมูลเยอะคนไม่อ่าน? อินโฟกราฟิก คืออะไร ทำไมถึงช่วยคุณได้

  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
ข้อมูลเยอะคนไม่อ่าน? อินโฟกราฟิก คืออะไร ทำไมถึงช่วยคุณได้

Key Takeaways

  • เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นภาพ อินโฟกราฟิก (Infographic): คือการนำ "ข้อมูล" ที่ยาวและซับซ้อน มาผสมเข้ากับ "รูปภาพ" เพื่อย่อยข้อมูลให้คนดูมองปุ๊บแล้วเข้าใจได้ปั๊บ ประหยัดเวลาในการอ่าน


  • สาเหตุที่อินโฟกราฟิกฮิต: เพราะสมองเราประมวลผลภาพได้เร็วกว่าตัวหนังสือ มันจึงช่วย "หยุดนิ้ว" คนดูเวลาไถฟีดโซเชียลได้ดี เพิ่มยอดแชร์ และทำให้คนจดจำเนื้อหาได้แม่นยำขึ้น


  • อินโฟกราฟิกมีหลายประเภท: (เช่น สถิติ, ลำดับขั้นตอน, เปรียบเทียบ, ไทม์ไลน์) หัวใจสำคัญคือต้องประเมินว่าข้อมูลของเราเป็นแนวไหน แล้วเลือกประเภทกราฟิกให้เข้ากับเรื่องที่จะเล่า


  • ไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมยากๆ เสมอไป: ผู้เริ่มต้นสามารถใช้เครื่องมือฟรีที่ลากวางง่ายๆ และมีเทมเพลตสำเร็จรูปอย่าง Canva ก็สามารถสร้างงานที่ดูเป็นมืออาชีพได้แล้ว


  • ข้อมูลเป๊ะ สำคัญกว่าความสวยกราฟิก: จะสวยแค่ไหนก็ไร้ความหมายถ้าสื่อสารผิดพลาด ดังนั้นต้องเช็กข้อมูลให้ถูกต้องเสมอ และ อย่าพยายามยัดทุกอย่างลงไปในหน้าเดียว จัดหน้าให้อ่านง่าย ดูผ่านมือถือแล้วไม่ต้องซูม ถือว่าสำเร็จแล้ว!


อินโฟกราฟิก คืออะไร?

คำนี้มาจากการเอาคำ 2 คำมารวมกัน คือ:

  • Information (ข้อมูล)

  • Graphic (รูปภาพ)


การเอาข้อมูลที่ยาวๆ เยอะๆ หรือเข้าใจยาก มาทำเป็น "รูปภาพ" ให้คนดูเข้าใจได้ปุ๊บปั๊บ


ตัวอย่างอินโฟกราฟิกในชีวิตประจำวัน

  • แผนที่รถไฟฟ้า BTS: ที่ทำเป็นเส้นสีๆ ให้เราดูง่ายว่าต้องไปเปลี่ยนขบวนที่สถานีไหน โดยไม่ต้องกางแผนที่เมืองจริงๆ ดู

  • กราฟผู้ติดเชื้อโควิด-19: ที่ใช้สีแดง สีส้ม สีเขียว บอกความเสี่ยงในแต่ละจังหวัด

  • ป้ายสัญลักษณ์บนเสื้อผ้า: ที่เป็นรูปเตารีดหรือรูปเครื่องซักผ้า เพื่อบอกว่าตัวนี้ซักยังไง


ต่างจากรูปปกติยังไง? ถ้ารูปถ่ายทั่วไปก็จะมีแค่ภาพสวยๆ แต่ไม่มีข้อมูลอธิบาย ส่วนถ้าเป็นตารางตัวเลขล้วนๆ คนอ่านก็ตาลาย อินโฟกราฟิกเลยเอา "ความสวย" มาผสมกับ "ข้อมูล" เพื่อให้เราดูง่ายและใช้เวลาน้อยลง


อินโฟกราฟิกมีกี่ประเภท? แบบไหนใช้ตอนไหนดี?

อินโฟกราฟิกมีกี่ประเภท? แบบไหนใช้ตอนไหนดี?

1. แบบเน้นตัวเลขและสถิติ

  • เอาตัวเลข เปอร์เซ็นต์ หรือกราฟ มาทำเป็นภาพให้ดูง่ายและมีสีสัน


  • ใช้เมื่อมีตัวเลขเยอะๆ แล้วกลัวคนอ่านเบื่อ เช่น สรุปยอดขายประจำปี หรือสถิติคนเล่นโซเชียลมีเดีย


2. แบบบอกขั้นตอน

  • อธิบายวิธีทำเป็นข้อๆ เรียงตามลำดับ 1-2-3-4

  • ใช้ตอนสอนวิธีทำอะไรสักอย่างให้คนทำตามได้ง่ายๆ เช่น 7 ขั้นตอนการล้างมือ หรือวิธีลงทะเบียนสมัครงานผ่านเว็บ


3. แบบเล่าตามลำดับเวลา

  • เล่าเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน


  • ใช้ตอนเล่าประวัติแบรนด์ เล่าความเป็นมา หรือดูว่าโปรเจกต์งานคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เช่น วิวัฒนาการของไอโฟนตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นล่าสุด


4. แบบจับมาเทียบกัน

  • เอาของ 2 อย่างขึ้นไปมาวางคู่กันให้เห็นความแตกต่างชัดๆ

  • ใช้ตอนเวลารีวิวของ หรืออยากให้คนตัดสินใจเลือกง่ายขึ้น เช่น เทียบข้อดี-ข้อเสีย เทียบโปรโมชันแบบฟรีกับแบบเสียเงิน หรือเทียบมือถือ 2 รุ่น


5. แบบเรียงความสำคัญ

  • เล่าข้อมูลจากใหญ่ไปเล็ก หรือจากสำคัญมากไปน้อย


  • ใช้ตอนอธิบายโครงสร้างบริษัท (ใครเป็นหัวหน้า ใครเป็นลูกน้อง) หรือจัดหมวดหมู่สิ่งของ


6. แบบแผนที่

  • เอาข้อมูลมาใส่ลงบนแผนที่


  • ใช้เมื่ออยากบอกว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหนบ้าง เช่น จังหวัดไหนขายของได้เยอะสุด หรือจุดไหนมีคนติดโรคเยอะที่สุด


7. แบบเป็นข้อๆ

  • สรุปข้อมูลมาเป็นข้อๆ ให้อ่านกวาดตาได้ไว


  • ใช้ตอนทำเช็กลิสต์ หรือจัดอันดับสิ่งต่างๆ เช่น 10 วิธีประหยัดไฟ หรือ เช็กลิสต์ของที่ต้องพกก่อนไปเที่ยว


แบบอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • แบบเรซูเม่: ทำประวัติส่วนตัวเป็นภาพ เพื่อเอาไปสมัครงานให้ดูโดดเด่นเตะตาฝ่ายบุคคล


  • แบบคลิกได้: ภาพที่สามารถคลิกหรือเลื่อนดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ (มักจะทำลงบนเว็บไซต์)


  • แบบขยับได้: ทำเป็นภาพขยับได้หรือวิดีโอสั้นๆ เหมาะมากสำหรับโพสต์ลงโซเชียลมีเดียให้คนหยุดดู


ทำไม "อินโฟกราฟิก" ถึงฮิต? และมีข้อดีอย่างไร?

ในปัจจุบันข้อมูลเยอะจนท่วมหัว อินโฟกราฟิกกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เราสื่อสารเรื่องยากๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้น:


สมองเราชอบ "ภาพ" มากกว่า "ตัวหนังสือ"

สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ประมวลผลรูปภาพได้เร็วกว่าตัวอักษรหลายเท่า การอ่านหนังสือสมองต้องค่อยๆ ถอดรหัสคำทีละตัว แต่การมองภาพ สมองเราจะเข้าใจความหมายได้ทันที สิ่งนี้เรียกว่า Picture Superiority Effect ทำให้คนจำสิ่งที่เราสื่อสารได้แม่นยำและนานกว่าการอ่านผ่านตาเฉยๆ


หยุดนิ้วคนดูได้ดี

เวลาคนเล่นโซเชียลมีเดีย เขาจะเลื่อนหน้าจอผ่านไปเร็วมาก ข้อความล้วนๆ มักจะถูกข้าม แต่ภาพกราฟิกที่มีดีไซน์สวยๆ จะหยุดนิ้วคนดูได้ดีกว่า ผลการศึกษาจาก LinkedIn พบว่าโพสต์ที่มีภาพประกอบมีโอกาสถูกกดไลก์ คอมเมนต์ หรือแชร์ มากกว่าโพสต์ที่เป็นตัวหนังสือล้วน


ย่อยเรื่องยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่าย

เรามักใช้กราฟิกอธิบายเรื่องที่ซับซ้อน เช่น สถิติที่น่าเบื่อ หรือขั้นตอนการทำงานที่ยาวเหยียด ให้ดูสั้นและเข้าใจง่ายขึ้น ช่วยลดภาระสมองคนอ่าน ใครจะอยากอ่านบทความยาว 10 หน้า ถ้าสรุปจบได้ในภาพเดียว? ซึ่งตอบโจทย์นิสัยคนยุคนี้ที่มีสมาธิสั้นลงมาก


ดีต่อ SEO และถูกแชร์ต่อได้ง่าย

  • มีคนอยากเอาไปแปะถ้าเราทำกราฟิกดีๆ เว็บอื่นหรือบล็อกอื่นมักจะขอนำภาพเราไปใช้อ้างอิง ซึ่งจะสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บเรา (Backlink) ทำให้คะแนน SEO เว็บเราดีขึ้น


  • คนชอบเซฟมักจะเซฟภาพอินโฟกราฟิกเก็บไว้ดูภายหลังบน Pinterest, Instagram หรือ LinkedIn ยิ่งแชร์มาก คนก็ยิ่งรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น


ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เหมาะกับอินโฟกราฟิก

  • ไม่เหมาะถ้าเรื่องไหนต้องอธิบายละเอียดแบบเน้นทฤษฎี บทความเขียนยาวๆ ยังคงจำเป็นกว่า


  • เพราะข้อมูลถูกสรุปมาเป็นภาพ การทำข้อมูลผิดจะแก้ได้ยากกว่าการแก้ตัวหนังสือ


  • ต้องอ่านง่ายในมือถืออย่าใส่รายละเอียดเล็กๆ จนเกินไป ถ้าคนต้องซูมอ่านในมือถือ เขาจะกดออกทันที


จากประสบการณ์ทำคอนเทนต์ให้ลูกค้า เคยลองสรุปขั้นตอนวางกลยุทธ์ ยาวเหยียดให้เป็นอินโฟกราฟิกภาพเดียว ผลคือลูกค้าเข้าใจทันทีโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเลย แถมพอเอาไปโพสต์ลงเพจ ยอดแชร์ก็สูงกว่าโพสต์บทความปกติหลายเท่า เพราะคนชอบเซฟเก็บไว้ดู แต่สิ่งที่เคยพลาดคือ 'ยัดข้อมูลเยอะเกิน' จนพอคนดูผ่านมือถือแล้วตัวหนังสือจิ๋วมาก สุดท้ายคนก็อ่านไม่รู้เรื่องจนเลื่อนผ่านไป


เครื่องมือทำอินโฟกราฟิก สำหรับมือใหม่และมือโปร

เครื่องมือทำอินโฟกราฟิก สำหรับมือใหม่และมือโปร

Canva (แคนวา) ฟรี ใช้ง่าย เหมาะกับมือใหม่สุดๆ

  • ข้อดี: ทำผ่านหน้าเว็บได้เลย ไม่ต้องโหลดโปรแกรมลงเครื่อง


  • จุดเด่น: ใช้วิธีจับลากแล้ววาง ง่ายมากๆ แถมมีแบบสำเร็จรูป ให้เลือกใช้เยอะมาก


  • ราคา: คนทั่วไปใช้ฟรีได้เลย หรือถ้าอยากได้รูปสวยๆ และเครื่องมือพิเศษเพิ่ม ก็ค่อยจ่ายเงินซื้อแบบ Pro


Piktochart ตัวจริงเรื่องทำอินโฟกราฟิก

  • ข้อดี: จัดหน้ามาให้เหมาะกับการเล่าเรื่องเป็นข้อๆ โดยเฉพาะ ถ้าอยากได้งานที่ดูเป็นมืออาชีพ


  • จุดเด่น: ตอนนี้มีระบบ AI ที่ช่วยทำรูปจากตัวเลขข้อมูลให้เราแบบอัตโนมัติด้วย


  • ราคา: แบบฟรีใช้งานได้จำกัดมาก และถ้าจะเสียเงินซื้อ ก็จะมีราคาแพงกว่า Canva นิดหน่อย


Venngage เหมาะกับคนทำธุรกิจ หรือมีข้อมูลตัวเลขเยอะๆ

  • ข้อดี: สร้างมาเพื่อบริษัท นักการตลาด หรือฝ่ายบุคคล (HR) โดยเฉพาะ


  • จุดเด่น: เก่งเรื่องทำกราฟ ชาร์ต หรือแผนภาพที่ดูซับซ้อน ให้ออกมาดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือ


Adobe Express และ Infogram

  • Adobe Express: ถ้าใครใช้โปรแกรมตระกูล Adobe อยู่แล้ว ตัวนี้จะใช้งานง่ายกว่า Illustrator มาก


  • Infogram: เก่งเรื่องทำกราฟตัวเลขที่สุด เหมาะกับการทำกราฟที่ตัวเลขขยับได้ หรือภาพที่ให้คนคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้


เลือกอันไหนดี?

  • มือใหม่ อยากทำฟรีและไว: เลือก Canva

  • อยากทำแบบจัดเต็ม จัดหน้าสวยๆ: เลือก Piktochart

  • ทำส่งบริษัท มีสถิติและตัวเลขเยอะ: เลือก Venngage หรือ Infogram


อินโฟกราฟิก ก็คือการเอาข้อมูลยากๆ ซับซ้อน หรือข้อมูลยาวๆ มาทำเป็น "ภาพ" เพื่อให้คนดูมองปุ๊บแล้วเข้าใจได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลตัวเลข ขั้นตอน หรือการเปรียบเทียบ ข้อดีคือช่วยดึงดูดสายตาคนดูได้ดี และทำให้คนอยากแชร์ต่อเยอะ แต่ไม่ต้องทำภาพให้สวยเว่อร์ ขอแค่คนดูแล้วเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและชัดเจนที่สุดก็พอ


สำหรับมือใหม่ที่ออกแบบไม่เก่ง

  • เลือกแบบที่ใช่ดูว่าข้อมูลเราเป็นแนวไหน แล้วเลือกรูปแบบอินโฟกราฟิกให้ตรงกัน เช่น ถ้าเป็นวิธีทำ ก็เลือกแบบเป็นข้อๆ เรียงลำดับขั้นตอน


  • ใช้ของฟรีไปก่อนอย่าเพิ่งเสียเงินซื้อโปรแกรมแพงๆ ให้ลองใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Canva ที่มีแบบหน้าตาสำเร็จรูปมาให้เราหยิบใช้ได้เลย


  • ภาพจะสวยแค่ไหน ถ้าใส่ข้อมูลผิดก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นต้องตรวจข้อมูลให้เป๊ะก่อนเรื่องความสวยงามเสมอ

 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page