top of page

Pay Per Click (PPC) คืออะไร? คู่มือยิงโฆษณาสำหรับคนเริ่มต้น

  • 4 มิ.ย.
  • ยาว 3 นาที
Pay Per Click (PPC) คืออะไร? คู่มือยิงโฆษณาสำหรับคนเริ่มต้น

Key Takeaways:

  • จ่ายเมื่อคลิก ไม่คลิกไม่เสียเงิน: หลักการพื้นฐานของ PPC คือคุณจะเสียค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อมีคนสนใจและกดเข้ามาดูเท่านั้น ทำให้สามารถควบคุมงบประมาณและวัดผลกำไรขาดทุนได้อย่างแม่นยำ

  • สายเปย์ไม่ชนะเสมอไป: ระบบประมูลให้ความสำคัญกับ "คะแนนคุณภาพ" หากข้อความโฆษณาของคุณเขียนได้ตรงใจลูกค้าและหน้าเว็บไซต์โหลดไวอ่านง่าย คุณสามารถเอาชนะคู่แข่งรายใหญ่ได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า

  • เห็นผลทันตา แต่ต้องจ่ายต่อเนื่อง: โฆษณา PPC ช่วยดึงคนเข้าเว็บและสร้างยอดขายได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดแคมเปญ แต่ข้อเสียคือเมื่อเงินหมด โฆษณาก็จะหายไปทันที (ต่างจาก SEO ที่เน้นความยั่งยืน)

  • ห้ามเดา ต้องใช้ Data: อย่าเปิดแคมเปญโดยไม่มีการวางแผน สิ่งที่ต้องทำก่อนเสียเงินคือ การตั้งเป้าหมาย, เลือกคำค้นหา (Keyword) ให้ถูกคัดคำที่ไม่ใช่ออก และต้องติดระบบเก็บข้อมูลหลังบ้าน (Tracking) เสมอ

  • กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือทำคู่กัน (PPC + SEO): ใช้โฆษณา PPC เพื่อเก็บเกี่ยวลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงินทันที และนำข้อมูลคำค้นหาที่ได้ผลดีไปเขียนบทความทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและลดต้นทุนค่าโฆษณาในระยะยาว


Pay Per Click (PPC) คืออะไร?

PPC (Pay Per Click) คือ "จ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีคนกดคลิก"


  • ถ้าโฆษณาโชว์ขึ้นมาบนหน้าจอ แต่คนแค่เลื่อนผ่าน (ไม่ได้กด) = คุณไม่เสียเงิน

  • ถ้าคนกดคลิกโฆษณาเพื่อเข้ามาดูในเว็บไซต์ = คุณเสียเงิน


PPC ต่างจาก CPM และ CPA อย่างไร?

PPC ต่างจาก CPM และ CPA อย่างไร?

เพื่อไม่ให้สับสนกับการยิงโฆษณาแบบอื่นๆ นี่คือความหมายแบบตรงตัวของทั้ง 3 รูปแบบ:

รูปแบบ

คิดเงินตอนไหน?

เหมาะเอาไปใช้ทำอะไร?

CPM 

จ่ายตามยอดคนเห็น: โฆษณาโชว์ให้คนเห็นครบ 1,000 ครั้ง ระบบถึงจะตัดเงิน (คนจะคลิกหรือไม่คลิกก็ไม่สนใจ)

อยากให้คนรู้จักแบรนด์ เน้นโชว์รูปหรือป้ายให้ผ่านตาคนเยอะที่สุด

CPC 

จ่ายตามยอดคนกด: คนกดโฆษณา 1 ครั้ง ระบบตัดเงิน 1 ครั้ง

อยากดึงคนให้เข้ามากดอ่านรายละเอียด หรือเข้ามาดูเนื้อหาในเว็บไซต์

CPA

จ่ายเงินก็ต่อเมื่อลูกค้าทำสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ เช่น กดสั่งซื้อของ หรือกรอกฟอร์มจองคิวโปรแกรมดูแลผิวสำเร็จเท่านั้น

เน้นยอดขาย หรือต้องการเก็บรายชื่อและเบอร์โทรติดต่อของลูกค้าแบบเน้นๆ


PPC แสดงตรงไหนบ้าง?

โฆษณาแบบ PPC ไม่ได้มีแค่ใน Google แต่เราเห็นได้แทบทุกที่บนอินเทอร์เน็ต เช่น:


  • หน้ากูเกิล (Search): โฆษณาที่ขึ้นคำว่า "Sponsored" หรือ "ผู้สนับสนุน" เวลาเราค้นหาข้อมูล

  • ป้ายแบนเนอร์ (Display): รูปโฆษณาที่แปะตามเว็บไซต์ข่าว หรือเว็บบล็อกต่างๆ ที่เราเข้าไปอ่าน

  • ยูทูบ (Video): โฆษณาวิดีโอที่ให้กดข้ามได้ (หรือไม่ได้) ก่อนเริ่มดูคลิป

  • โซเชียลมีเดีย: โฆษณาที่เลื่อนเจอในหน้าฟีด Facebook, IG, TikTok

  • แอปช้อปปิ้ง: สินค้าที่ถูกดันขึ้นมาให้อยู่หน้าแรกๆ ในแอปอย่าง Shopee หรือ Lazada


Pay Per Click ทำงานยังไง (อธิบายระบบประมูลแบบง่ายๆ)

Ad Auction (การประมูลโฆษณา) คืออะไร? การจะได้ขึ้นหน้าแรก Google ไม่ใช่ว่ามีเงินจ่ายแล้วจบ แต่ระบบจะจัด "การประมูล" แข่งกันในเสี้ยววินาที ทุกครั้งที่มีคนพิมพ์ค้นหา สมมติมีคนค้นหาคำว่า "Program ฟิลเลอร์" ระบบจะดึงคลินิกทุกเจ้าที่อยากได้คำนี้มาแข่งกัน: "คนที่จ่ายแพงสุด ไม่ได้แปลว่าจะชนะเสมอไป"


Quality Score คืออะไร?

มันคือคะแนน 1-10 ที่ Google เป็นคนให้คะแนนโฆษณาของเรา ยิ่งคะแนนสูง เรายิ่งได้ที่นั่งดีขึ้นแถมจ่ายค่าโฆษณาถูกลง โดยดูจาก 3 อย่าง:


  1. น่าคลิกไหม: ข้อความโฆษณาเขียนดึงดูดใจคนอ่านหรือเปล่า

  2. ตรงปกไหม: ลูกค้าค้นหาเรื่องอะไร ข้อความโฆษณาก็ต้องพูดเรื่องนั้น

  3. เว็บใช้งานดีไหม: พอลูกค้ากดเข้ามาแล้ว เว็บโหลดไว อ่านง่าย และมีเนื้อหาตรงกับโฆษณาด้านนอก


การจัดอันดับ เขาคิดกันยังไง? Ad Rank คือคะแนนตัดสินชี้ขาดว่าใครจะได้อยู่ตำแหน่งบนสุด

  • สูตรคิดแบบง่าย: เงินที่ยอมจ่ายสูงสุด x คะแนนคุณภาพ = อันดับโฆษณา


ตัวอย่าง:

  • เจ้าที่ 1: ยอมจ่ายค่าคลิก 40 บาท แต่ทำเว็บดี โฆษณาตรงปก ได้คะแนนคุณภาพเต็ม 10 (คะแนนรวม 40 x 10 = 400)

  • เจ้าที่ 2: สายเปย์ ยอมจ่ายค่าคลิก 60 บาท แต่เว็บโหลดช้า โฆษณาไม่ตรง ได้คะแนนคุณภาพแค่ 5 (คะแนนรวม 60 x 5 = 300) ผลสรุป: เจ้าที่ 1 ชนะ! ได้โฆษณาอันดับดีกว่า แถมตั้งงบไว้น้อยกว่าด้วย


ราคาที่ต้องจ่ายจริงคิดยังไง?

หลายคนเข้าใจผิดคือ "ตั้งงบไว้เท่าไหร่ จะโดนตัดเงินเท่านั้น" จริงๆแล้ว ระบบของ Google จะคิดเงินคุณ "แค่พอให้ชนะคนที่ได้อันดับต่ำกว่าคุณ 1 ขั้นเท่านั้น"


จากตัวอย่างด้านบน เจ้าที่ 1 ตั้งงบไว้ 40 บาท แต่พอ Google คำนวณส่วนต่างแล้ว เจ้าที่ 1 อาจจะโดนหักเงินจริงแค่ 31 บาทต่อคลิกเท่านั้น (ไม่ได้โดนหักเต็ม 40 บาท)


นี่คือสาเหตุว่าทำไมการทำหน้าเว็บให้ดี และเขียนโฆษณาให้ตรงใจ ถึงช่วยประหยัดค่าโฆษณา


รูปแบบของโฆษณา PPC มีอะไรบ้าง?

รูปแบบของโฆษณา PPC มีอะไรบ้าง?

การเลือกลงโฆษณาให้ถูกที่ จะช่วยให้เราเจอตัวลูกค้าได้ถูกจังหวะ:


  • 3.1 โฆษณาข้อความ (Search Ads): ลูกค้าพิมพ์หาอะไรใน Google โฆษณาของเราจะไปโผล่เป็นตัวหนังสือให้เขาเห็น เหมาะกับธุรกิจที่รู้ว่าลูกค้ากำลังตั้งใจค้นหาสินค้าเพื่อซื้ออยู่แล้ว


  • 3.2 โฆษณาป้ายแบนเนอร์ (Display Ads): เป็นรูปภาพโฆษณาที่ไปแปะอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลูกค้าเข้าไปอ่านเนื้อหา เหมาะสำหรับทำให้คนคุ้นตาและจดจำแบรนด์ได้


  • 3.3 โฆษณาสินค้า (Shopping Ads): โชว์รูปสินค้า ราคา และชื่อร้านค้าบนหน้า Google เลย เหมาะกับร้านขายของออนไลน์ที่อยากให้คนเห็นหน้าตาสินค้าแล้วกดซื้อ


  • 3.4 โฆษณาวิดีโอ (Video Ads): คลิปโฆษณาที่แทรกก่อนหรือคั่นกลางเวลาดู YouTube เหมาะกับสินค้าที่ต้องมีการสาธิตวิธีใช้ให้ดู


  • 3.5 โฆษณาตามกลับมาซื้อ (Remarketing): การส่งโฆษณาตามไปง้อคนที่เคยเข้ามาในเว็บเราแล้ว แต่ยังไม่ยอมจ่ายเงิน เพื่อเตือนความจำให้เขากลับมาซื้อ


  • 3.6 โฆษณาโซเชียลมีเดีย (Social PPC): โฆษณาบน Facebook, TikTok หรือ Instagram ที่เราเลือกกลุ่มเป้าหมายจาก "ความสนใจและพฤติกรรม" ไม่ได้อิงจากการพิมพ์ค้นหา


วิธีวัดผลโฆษณา

การยิงโฆษณาที่ดีต้องรู้ว่าคุ้มเงินไหม การดูตัวเลขพวกนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าโฆษณาทำงานได้ดีแค่ไหน:


ตัวเลขพื้นฐาน

  • Impressions (ยอดคนเห็น): โฆษณาโชว์ขึ้นมาบนหน้าจอคนกี่ครั้ง

  • Clicks (ยอดคนกด): มีคนกดคลิกโฆษณาของเรากี่ครั้ง

  • CTR (เปอร์เซ็นต์คนกดดู): ยิ่งเปอร์เซ็นต์นี้สูง แปลว่าข้อความโฆษณาของเราเขียนได้น่าสนใจ คนเห็นแล้วอยากกด

  • CPC (ค่าโฆษณาต่อ 1 คลิก): ต้นทุนเฉลี่ยที่เราต้องจ่ายเงินเมื่อมีคนกดโฆษณา 1 ครั้ง


ตัวเลขระดับกลาง

  • CVR (เปอร์เซ็นต์การปิดการขาย): ดูว่าในจำนวนคนที่กดเข้ามา มีกี่คนที่ยอมจ่ายเงินซื้อหรือกรอกข้อมูล ยิ่งสูงยิ่งแปลว่าหน้าเว็บไซต์เราปิดการขายได้ดี

  • CPA (ต้นทุนหาลูกค้า 1 คน): เอาเงินค่าโฆษณาทั้งหมด หารด้วยจำนวนลูกค้าที่ได้มา ทำให้รู้ว่ากว่าจะได้ลูกค้ามา 1 คน เราเสียค่าโฆษณาไปกี่บาท


ตัวเลขระดับสูง

  • ROAS: ดูว่าลงเงินโฆษณาไป 1 บาท ได้ยอดขายกลับมากี่บาท

  • ROI (กำไรสุทธิ): คล้ายกับ ROAS แต่จะหักต้นทุนค่าของและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ออกไปหมดแล้ว เหลือแต่กำไรเข้ากระเป๋าเน้นๆ

  • ความคุ้มค่าระยะยาว (LTV to CPA): เช็กว่าลูกค้าที่หามาได้ 1 คน เขาต้องกลับมาซื้อซ้ำกี่ครั้ง โฆษณาแคมเปญนี้ถึงจะคุ้มทุน


ข้อดี และ ข้อเสีย ของการทำโฆษณา PPC

ข้อดีที่ต้องรู้

  • เห็นผลไว: พอตั้งค่าและระบบอนุมัติเสร็จ โฆษณาก็โชว์และหาคนเข้าเว็บได้เลยในวันเดียวกัน

  • คุมงบไม่ให้บานปลายได้: เราตั้งลิมิตเงินรายวันได้เลยว่าวันนึงห้ามจ่ายเกินกี่บาท

  • รู้ว่าเงินไปไหน: ตรวจสอบได้ทุกบาทว่า ลูกค้าคนที่ทักมาซื้อของ เขาพิมพ์ค้นหาคำว่าอะไรก่อนจะเจอกับโฆษณาเรา

  • ล็อกเป้าหมายแม่นยำ: เลือกได้เลยว่าจะให้คนจังหวัดไหนเห็น ให้โชว์เฉพาะบนมือถือ หรือโชว์แค่ช่วงเวลาไหน

  • เปลี่ยนแผนได้ตลอด: อยากแก้ข้อความโฆษณา เปลี่ยนคำค้นหา หรือเพิ่มลดงบ ก็กดปรับในระบบได้เลยทันที


ข้อเสียและความเสี่ยง

  • หยุดจ่ายเงิน โฆษณาก็หายเลย: ไม่เหมือนการทำ SEO ที่เว็บจะติดอันดับหน้าแรกไปยาวๆ สำหรับโฆษณา PPC ถ้าเงินในบัญชีหมด โฆษณาก็จะหยุดโชว์ทันที

  • บางคำค้นหาแพงมาก: ธุรกิจที่แข่งขันกันดุเดือด (เช่น ประกัน อสังหาริมทรัพย์ หรือซอฟต์แวร์) ค่าคลิกแค่ 1 ครั้งอาจจะแพงหลักร้อยบาทได้เลย

  • โดนคู่แข่งกดแกล้ง: อาจเจอคนที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อจริงๆ หรือคู่แข่งมากดโฆษณาเล่นเพื่อผลาญเงินเรา (แต่ระบบก็มีวิธีช่วยกรองออกระดับนึง)

  • ต้องคอยเฝ้าดูตลอด: ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ ต้องคอยเข้ามาดูว่าคำไหนคนกดเยอะ คำไหนเสียเงินฟรี แล้วปรับตั้งค่าใหม่เรื่อยๆ

  • ความน่าเชื่อถือน้อยกว่า SEO: คนบางกลุ่มเวลากูเกิลหาของ จะเลื่อนผ่านป้ายคำว่า "ผู้สนับสนุน" หรือ "Sponsored" ไปเลย เพราะรู้ว่าเป็นโฆษณา และชอบกดเว็บที่ติดอันดับเองมากกว่า


เลือกลงโฆษณา (PPC) หรือ ทำเว็บให้ติดหน้าแรกเอง (SEO) แบบไหนดีกว่ากัน?

  • ความไว: โฆษณา PPC เห็นผลทันที จ่ายเงินปุ๊บโฆษณาขึ้นปั๊บ แต่ SEO ต้องใช้เวลาทำหลายเดือนกว่าเว็บจะค่อยๆ ไต่ขึ้นมาติดหน้าแรก


  • ค่าใช้จ่าย: โฆษณา PPC ต้องเสียเงินทุกครั้งที่มีคนกดคลิก แต่ SEO ลงแรงทำแค่ช่วงแรก พอเว็บติดหน้าแรกแล้ว ก็ได้คนเข้าเว็บฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียค่าคลิก


  • ความน่าเชื่อถือ: คนใช้งานส่วนใหญ่มักจะเชื่อใจและอยากกดเข้าเว็บที่ติดอันดับขึ้นมาเอง (SEO) มากกว่าเว็บที่มีป้ายแปะว่า "โฆษณา"


  • ข้อมูลที่ได้: โฆษณา PPC จะบอกเราได้ทันทีว่าลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรแล้วกดซื้อของ ซึ่งเราสามารถเอาคำพวกนี้ไปใช้เขียนบทความทำ SEO ต่อได้


  • ความยั่งยืน: SEO ทำแล้วเว็บเราจะติดอันดับเป็นหน้าเป็นตาให้ร้านไปยาวๆ แต่ PPC เหมือนการเช่าพื้นที่โฆษณาชั่วคราว ถ้าวันไหนเลิกจ่ายเงิน คนก็จะไม่เห็นเราทันที


เมื่อไหร่ควรใช้เงินยิงโฆษณา เป็นหลัก?

  • เพิ่งเปิดเว็บไซต์ใหม่ ยังไม่มีใครรู้จัก และเว็บยังไม่ติดหน้าแรก Google

  • มีโปรโมชันลดราคาที่จัดแค่ช่วงสั้นๆ ต้องการให้ลูกค้าเห็นทันที

  • อยากทดสอบว่าหน้าเว็บหรือสินค้าของเราขายได้จริงไหม แบบรู้ผลเร็วๆ

  • คำที่ลูกค้าชอบค้นหามีแต่คู่แข่งเจ้าใหญ่ๆ ยึดหน้าแรกไปหมดแล้ว เราเลยต้องจ่ายเงินเพื่อแทรกคิวขึ้นไปโชว์อยู่ข้างบนสุด


เมื่อไหร่ควรเน้นทำเว็บให้ติดหน้าแรกเอง (SEO)?

  • อยากให้มีคนเข้าเว็บไซต์เรื่อยๆ แบบมั่นคงในระยะยาว

  • มีงบค่าโฆษณารายเดือนไม่เยอะ ไม่อยากจ่ายเงินค่าคลิกตลอดไป

  • ต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดูเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า


ทำควบคู่กันไปทั้ง PPC และ SEO เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  • แบ่งข้อมูลกันใช้: ดูว่าลูกค้าค้นหาคำว่าอะไรแล้วยอมกดซื้อของจากโฆษณา (PPC) มากที่สุด แล้วเอาคำยอดฮิตพวกนั้นมาเขียนเป็นบทความในเว็บ (SEO)

  • แบ่งหน้าที่กันทำ: ดักลูกค้าให้ครบทุกทาง ใช้ SEO ดึงดูดคนที่แค่เข้ามา "หาความรู้" และใช้โฆษณา PPC ดึงดูดคนที่ค้นหาเพราะ "พร้อมจ่ายเงินซื้อแล้ว"

  • ตามไปปิดการขาย: ถ้ามีคนเข้ามาอ่านบทความในเว็บเรา (ผ่าน SEO) แล้วยังไม่ยอมซื้อ เราก็ยิงโฆษณา (PPC) ตามไปแสดงซ้ำให้เขาเห็นอีกรอบ เพื่อเตือนความจำให้เขากลับมาซื้อในที่สุด


วิธีเริ่มต้นทำโฆษณา PPC ให้ถูกต้อง

การยิงโฆษณาโดยไม่มีการวางแผน ก็เหมือนการเอาเงินไปละลายทิ้ง นี่คือขั้นตอนง่ายๆ สำหรับเริ่มต้น:


ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเงินโฆษณาเพื่ออะไร เช่น อยากให้คนรู้จักร้าน, อยากให้คนลงทะเบียนทักมาคุย (เหมาะกับคลินิก), อยากขายของออนไลน์, หรืออยากให้คนโหลดแอป เพราะเป้าหมายต่างกัน ระบบจะไปตามหาคนมาให้เราต่างกลุ่มกัน และวิธีวัดผลก็จะต่างกันด้วย


หาคำค้นหาให้เจอ ใช้เครื่องมือช่วยดูว่า ลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรบ้างเวลาจะหาซื้อของ

  • ควรเลือกผสมกันทั้ง "คำสั้นๆ กว้างๆ" (คนหาเยอะ) และ "คำยาวๆ แบบเจาะจง" (โอกาสซื้อสูงกว่า)

  • ดูว่าคำนั้นมีคนหาเยอะไหม และค่าคลิกต่อครั้งแพงหรือเปล่า

  • ข้อนี้สำคัญมาก: ต้องใส่ "คำดักทาง" (คำที่เราไม่ต้องการ) ตั้งแต่วันแรก เพื่อกันไม่ให้โฆษณาไปโชว์ผิดคนจนเสียเงินฟรีๆ


ตั้งงบประมาณให้พอดี เลิกตั้งงบแบบเดาๆ ให้ใช้วิธีคิดย้อนกลับ คือ: อยากได้ลูกค้ากี่คน × ยอมจ่ายค่าหาลูกค้า 1 คนที่กี่บาท = งบที่ต้องตั้ง แนะนำให้ลองตั้งงบน้อยๆ เพื่อทดสอบดูก่อน ถ้าโฆษณาตัวไหนทำยอดขายได้จริง ค่อยอัดฉีดงบเพิ่มทีหลัง


เขียนข้อความโฆษณาให้น่าคลิก และตรงปก ข้อความโฆษณาต้องอ่านแล้วทำให้ลูกค้าอยากกด และต้องบอกชัดเจนว่าเราขายอะไร:

  • หัวข้อหลัก: ต้องมีคำที่ลูกค้าค้นหาโชว์อยู่ด้วย เพื่อให้เขารู้ว่านี่คือสิ่งที่เขากำลังหา

  • รายละเอียด: บอกไปเลยว่าเรามีจุดเด่นอะไร และช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ยังไง

  • ปุ่มกด: บอกลูกค้าตรงๆ ว่ากดแล้วต้องทำอะไรต่อ เช่น "จองคิว โปรแกรมดูแลผิวหน้า" (ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา ไม่โอเวอร์เกินจริง)


ตั้งค่าระบบติดตามผล (ถ้าไม่ทำก็เหมือนหลับตายิงโฆษณา) ถ้าไม่ทำส่วนนี้ เราจะไม่รู้เลยว่าเงินที่จ่ายไปได้ผลกลับมาไหม:

  • ต้องติดโค้ดติดตามผลไว้หลังบ้าน เพื่อดูว่าลูกค้ากดโฆษณาเข้ามาแล้วทำอะไรบ้าง

  • ตั้งระบบให้จับตาดูเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ เช่น การกดส่งแบบฟอร์ม หรือการกดสั่งซื้อ

  • การทำระบบติดตามให้ดีตั้งแต่แรก จะช่วยให้เรารู้ชัดเจนว่ายอดขายมาจากโฆษณาตัวไหน โดยไม่ต้องนั่งเดา


คอยดูและปรับปรุงอยู่เสมอ โฆษณาปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ ต้องคอยเข้ามาดูแล:

  • ช่วงแรกควรเข้ามาเช็กอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

  • ดูว่าลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรเข้ามาบ้าง คำไหนเวิร์กก็เก็บไว้ คำไหนเข้ามาแล้วไม่ซื้อก็บล็อกทิ้งไป

  • ลองเขียนข้อความโฆษณา 2 แบบมาแข่งกัน ทุกๆ 2-4 อาทิตย์ เพื่อดูว่าข้อความแบบไหนคนชอบ และกดซื้อมากกว่ากัน


การทำโฆษณา PPC ไม่ใช่แค่มีเงินจ่ายแล้วจบ แต่ต้องทำ 3 อย่างให้พอดีกัน คือ เขียนข้อความให้โดนใจ ทำหน้าเว็บให้น่าซื้อ และคุมงบให้เป็น ถ้าเตรียมตัวมาดี เราก็ชนะคู่แข่งเจ้าใหญ่ได้ในราคาที่ถูกกว่า โฆษณาแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่อยากได้ลูกค้าทันที มีของที่คนกำลังค้นหาอยู่แล้ว และอยากรู้ชัดเจนว่าจ่ายค่าโฆษณาไปกี่บาทแล้วได้ยอดขายกลับมาเท่าไหร่ แต่ก่อนจะควักเงินจ่าย อย่าเพิ่งรีบกดตั้งค่าในระบบ ให้ไปเตรียมตัวก่อนโดยตั้งเป้าหมายให้ชัด หาคำที่ลูกค้าใช้พิมพ์หาของจริงๆ และติดระบบเก็บข้อมูลหลังบ้านให้เรียบร้อย เพื่อให้เงินค่าโฆษณาทุกบาทได้ผลคุ้มค่าและไม่สูญเปล่า

 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page