ไหมโครงตาข่าย (Tesslift) คืออะไร? นวัตกรรมร้อยไหมเส้นใยโครงตาข่าย
- Admin MMT
- 26 ธ.ค. 2568
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 29 ธ.ค. 2568

ในปัจจุบัน "การร้อยไหม" เป็นหัตถการยอดนิยมในไทยสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งเทรนด์ในปี 2025 ผู้รับบริการหันมาให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติและคงสภาพได้ยาวนานมากขึ้น ส่งผลให้ "ไหมโครงตาข่าย (Tesslift)" ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยที่ทำให้ Tesslift โดดเด่นคือโครงสร้างตาข่าย 360 องศา ที่ช่วยให้เนื้อเยื่อเติบโตเข้าไปยึดเกาะได้แน่นหนากว่าไหมทั่วไปถึง 100 เท่า สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งความหย่อนคล้อยและเติมเต็มแก้มตอบในคราวเดียว บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลเจาะลึกตั้งแต่กลไกการทำงาน ข้อดี-ข้อเสีย ไปจนถึงความคุ้มค่า เพื่อให้คุณมีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนประกอบการตัดสินใจครับ
ไหมโครงตาข่าย (Tesslift) คืออะไร?
ไหมโครงตาข่าย (Tesslift) คืออะไร?
Tesslift คือนวัตกรรมไหมละลายจากเกาหลีใต้ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี "โครงตาข่าย" ซึ่งมีโครงสร้างพิเศษ 2 ชั้น ประกอบด้วยแกนในที่เป็นไหมเงี่ยง 3 มิติทำหน้าที่ยึดเกาะผิว และหุ้มชั้นนอกด้วยตาข่าย 360 องศา เพื่อเป็นโครงร่างให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตประสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะให้แข็งแรงกว่าไหมทั่วไป
วัสดุที่ใช้ผลิตคือ PDO (Polydioxanone) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับไหมเย็บหลอดเลือดหัวใจ จึงมีความปลอดภัยสูง เข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อร่างกาย และสลายตัวได้เองตามธรรมชาติภายใน 6-8 เดือน โดยผ่านการรับรองมาตรฐานสากลทั้ง อย.ไทย, KFDA และ CE Mark ครับ
หลักการทำงานของไหมโครงตาข่าย
กลไกการทำงานของไหม Tesslift ไม่ได้พึ่งพาเพียงแรงดึงทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการการทำงานของโครงสร้าง 2 ชั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้:
กลไกการยกกระชับและกระจายแรง (Mechanical Lifting & Force Distribution):
การยึดเกาะ: ทันทีที่แพทย์ร้อยไหมเข้าสู่ชั้นผิว SMAS แกนไหมที่มีเงี่ยงแบบ 3 มิติ จะทำหน้าที่เกาะเกี่ยวเนื้อเยื่อเพื่อยกผิวที่หย่อนคล้อยขึ้นทันที
การกระจายแรง 360 องศา: จุดเด่นสำคัญคือโครงตาข่ายที่หุ้มอยู่ภายนอก จะทำหน้าที่กระจายแรงดึง (Tensile Force) ออกรอบทิศทาง 360 องศา ไม่ให้แรงกดไปกระจุกตัวอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งเหมือนไหมเงี่ยงทั่วไป ซึ่งข้อมูลทางคลินิกระบุว่าโครงสร้างนี้ช่วยให้มีความแข็งแรงในการยึดเกาะมากกว่าไหมเงี่ยงปกติถึง 80 เท่า ลดความเสี่ยงที่ไหมจะบาดเนื้อเยื่อหรือขาดกลางทาง
ไหมโครงตาข่ายแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?
ด้วยคุณสมบัติพิเศษของโครงสร้างตาข่าย (Mesh Scaffold) ที่ให้ทั้งแรงยกกระชับ (Lifting) และการเติมเต็มเนื้อเยื่อ (Volumizing) ทำให้ Tesslift สามารถประยุกต์ใช้แก้ปัญหาบนใบหน้าได้อย่างหลากหลายและครอบคลุมมากกว่าไหมเงี่ยงทั่วไป โดยสามารถจำแนกพื้นที่การรักษาได้ดังนี้:
บริเวณใบหน้าและกรอบหน้า (Facial Contouring)
ปรับรูปหน้า V-Shape: ยกกระชับแก้มที่หย่อนคล้อย (Jowls) และเก็บกรอบหน้า (Jawline) ให้คมชัดขึ้น ช่วยให้ใบหน้าดูเรียวเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ
แก้ปัญหาแก้มตอบ (Sunken Cheeks): จุดเด่นสำคัญ สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าตอบ ผิวบาง หรือชั้นไขมันน้อย การร้อยไหมโครงตาข่ายบริเวณนี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้เข้ามาเติมเต็มรูตาข่าย ส่งผลให้แก้มดูเต็มตื้นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งฟิลเลอร์
ลดริ้วรอยร่องลึก: ช่วยยกกระชับร่องแก้ม (Nasolabial Folds) และร่องมุมปาก (Marionette Lines) ที่เกิดจากความหย่อนคล้อยของไขมันกระพุ้งแก้มให้ดูจางลง
เก็บเหนียง: ช่วยยกกระชับผิวบริเวณใต้คางที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น
ใครเหมาะกับการร้อยไหมโครงตาข่าย?
การคัดเลือกผู้เข้ารับบริการที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะกำหนดความสำเร็จของการรักษา โดยแพทย์จะพิจารณาจากสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าเป็นหลัก โดยกลุ่มที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย Tesslift ได้ดีที่สุด ได้แก่:
กลุ่มเป้าหมายหลัก (Ideal Candidates):
ช่วงอายุ 30-50 ปี: เป็นช่วงวัยที่ผิวหนังยังมีความยืดหยุ่นดีและกระบวนการสร้างคอลลาเจนยังทำงานได้ ซึ่งจะช่วยให้โครงตาข่ายยึดเกาะกับเนื้อเยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (Mild to Moderate Sagging): เช่น เริ่มมีร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน แต่ยังไม่ถึงขั้นผิวหนังห้อยย้อยรุนแรง
ผู้ที่มีปัญหา "แก้มตอบ" หรือ "ผิวบาง": เป็นจุดแข็งเฉพาะตัวของไหมชนิดนี้ เนื่องจากโครงตาข่ายจะช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Tissue Ingrowth) เข้ามาเติมเต็มในโพรงตาข่าย ทำให้แก้มที่ตอบดูตื้นขึ้นและผิวดูหนาตัวขึ้น ซึ่งไหมชนิดอื่นไม่สามารถทำได้ดีเท่า
ขั้นตอนการร้อยไหมโครงตาข่าย
การปรึกษาและประเมิน
แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ประเมินสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้า รับฟังความต้องการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม หากพร้อมสามารถทำได้ทันทีในวันเดียวกัน
สิ่งที่ต้องแจ้งแพทย์:
ประวัติการแพ้ยา โดยเฉพาะยาชา
ยาและวิตามินที่รับประทานประจำ
โรคประจำตัว
ควรงดก่อนทำอย่างน้อย 7 วัน:
แอสไพริน และยากลุ่ม NSAIDs
วิตามิน E, โสมเกาหลี, น้ำมันปลา
อาหารเสริมบำรุงเลือด
ควรหลีกเลี่ยง 24 ชั่วโมงก่อนทำ:
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ออกกำลังกายหนัก อบซาวน่า
ข้อแนะนำเพิ่มเติม:
สระผมให้สะอาด เพราะหลังทำต้องงดโดนน้ำ 2 วัน
หากมีนัดทำฟัน ควรทำก่อนร้อยไหม
ระหว่างการทำหัตถการ (45-60 นาที)
แปะยาชา (30-45 นาที) เพื่อลดความเจ็บ หากต้องการ
ฉีดยาชาเพิ่มเติม บริเวณที่จะเปิดรูเข็มและแนวที่ไหมจะผ่าน
ทำความสะอาดและปูผ้าปลอดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
วาดแนวการร้อยไหม ตามการออกแบบที่เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน
เปิดรูเข็มบริเวณขมับ (ซ่อนในไรผม) เป็นจุดที่ไหมจะเข้าออก
ร้อยไหมตามแนวที่วางไว้ โดยนำเข็มพร้อมไหมสอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง
เทคนิค Reinsertion - แทนที่จะตัดไหม แพทย์จะนำปลายไหมกลับเข้าไปใต้ผิวอีกครั้งในทิศทางใหม่ ทำให้ไหม 1 เส้นได้แรงยก 2 ทิศทาง
นวดคลึงไหมให้แนบติดผิว เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและกระตุ้นคอลลาเจน
ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ รูเข็มจะปิดเองภายใน 24-48 ชั่วโมง
หลังทำเสร็จ
ใบหน้าจะดูยกกระชับขึ้นทันที
อาจมีอาการบวมเล็กน้อยและตึงใต้ผิว (ปกติ)
สามารถกลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องพักรักษาตัว
แพทย์จะให้คำแนะนำการดูแลตัวเองและนัดติดตามผล
ผลลัพธ์และระยะเวลา
ไหมโครงตาข่ายให้ผลลัพธ์ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ผลทันทีแล้วค่อยๆ เสื่อมลง การเข้าใจเส้นเวลาจะช่วยให้มีความคาดหวังที่ถูกต้อง
ผลทันที (วันแรก)หลังร้อยเสร็จจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีจากแรงยกของเงี่ยง:
ใบหน้ายกกระชับขึ้น ร่องแก้มและร่องมุมปากตื้นลง
แก้มตอบดูอิ่มฟูขึ้นอย่างชัดเจน
กรอบหน้าชัดเจนขึ้น
หมายเหตุ: ช่วง 3-7 วันแรกอาจบวม ช้ำ และตึงรั้งใต้ผิว (ปกติ) โดยเฉพาะไหมโครงตาข่ายที่มีแรงยึดเกาะแน่นหนาอาจรู้สึกตึงมากกว่าไหมชนิดอื่น
ผลระยะกลาง (1-3 เดือน)นี่คือช่วงเวลาที่ผลลัพธ์ดีที่สุด ผิวหน้าแน่นและกระชับมากขึ้นกว่าช่วงหลังทำเสร็จเพราะอะไร:
ร่างกายสร้างคอลลาเจนรอบเส้นไหมอย่างเข้มข้น
เนื้อเยื่อเจริญเข้าไปในช่องว่างของโครงตาข่ายได้เต็มที่
การยึดเกาะระหว่างไหมกับเนื้อเยื่อแน่นหนาที่สุด
ผลที่เห็นได้:
ผิวฟูอิ่ม มีความยืดหยุ่นดีขึ้น
ความกระชับดีกว่าช่วงแรก
คุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้น ดูมีชีวิตชีวา
ผลระยะกลาง-ยาว (3-8 เดือน)เส้นไหมเริ่มสลายตัวภายใน 6-8 เดือน แต่ผลลัพธ์ยังคงอยู่เพราะ:
คอลลาเจนที่สร้างขึ้นกำลังสุกงอม เปลี่ยนเป็นคอลลาเจนถาวร
โครงสร้างเนื้อเยื่อใหม่ช่วยพยุงผิวต่อไป
ผลระยะยาว (1-2 ปี)
แม้ไหมสลายหมดแล้ว แต่แนวคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบของโครงตาข่ายยังคงช่วยพยุงผิว
ระยะเวลาคงอยู่: ผลลัพธ์โดยรวมอยู่ได้ 1-2 ปี ยาวนานกว่าไหมก้างปลาทั่วไป (6-8 เดือน) และไหมมิ้นท์ (8-12 เดือน)

ข้อดีของไหมโครงตาข่าย
ไม่ต้องผ่าตัด พักฟื้นเร็ว
ใช้เวลาเพียง 45-60 นาที ไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด ไม่ใช้ยาสลบทั่วร่างกาย มีเพียงรอยรูเข็มเล็กๆ ที่ปิดเองภายใน 1-2 วัน สามารถกลับไปทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องพักรักษาตัว
เห็นผลทันที และดีขึ้นเรื่อยๆ
หลังร้อยเสร็จเห็นความกระชับทันที และที่พิเศษกว่าไหมชนิดอื่นคือผลลัพธ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 1-3 เดือน เมื่อคอลลาเจนถูกสร้างขึ้นเต็มที่ ผิวจะแน่นกระชับและฟูอิ่มกว่าช่วงแรก
ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง
วัสดุ PDO ใช้ในทางการแพทย์มากว่า 30 ปี ผ่านการรับรองจาก อย.ไทย, อย.เกาหลี และ CE Mark เส้นไหมสลายภายใน 6-8 เดือน เป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายขับออกได้ ไม่มีสารตกค้าง โอกาสแพ้ต่ำมาก
เหมาะกับคนที่มีข้อจำกัดในการผ่าตัด
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถรับยาสลบทั่วร่างกายได้ สามารถทำหัตถการนี้ได้อย่างปลอดภัยเพราะใช้เพียงยาชาเฉพาะที่
กระตุ้นคอลลาเจนได้ดีเยี่ยม
โครงตาข่ายล้อมรอบ 360 องศาตลอดเส้นไหมทำให้เนื้อเยื่อเจริญเข้าไปในช่องว่างได้ทั่วทั้งแนว กระตุ้นคอลลาเจนมากกว่าไหมทั่วไปที่กระตุ้นเฉพาะจุดเงี่ยง คอลลาเจนที่สร้างขึ้นจะช่วยพยุงผิวต่อไปแม้ไหมจะสลายแล้ว ทำให้ผลอยู่ได้ 1-2 ปี
แรงยึดเกาะแน่นหนาเป็นพิเศษ
โครงสร้าง 2 ชั้นทำให้มีแรงยึดและแรงตรึงมากกว่าไหมทั่วไป 80-100 เท่า ส่งผลให้ไหมไม่เคลื่อนตำแหน่งง่าย ผลลัพธ์คงทน และเหมาะกับผู้ที่มีผิวบาง ไขมันน้อย หรือแก้มตอบ ซึ่งมักมีปัญหากับไหมชนิดอื่น
ผลข้างเคียงทั่วไป (ปกติและหายได้เอง)
บวม ช้ำ (3-7 วัน)
อาการตึงรั้งใต้ผิว
รอยเขียว รอยแดง
เจ็บเล็กน้อย
การดูแลตัวเองหลังร้อยไหมโครงตาข่าย
การปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีหลังทำหัตถการจะช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว ลดภาวะแทรกซ้อน และทำให้ผลลัพธ์คงทนยาวนานขึ้น
3 วันแรก
ประคบเย็น/น้ำแข็ง ครั้งละ 15-20 นาที พัก 1 ชั่วโมงแล้วทำใหม่ ช่วยลดบวมและช้ำ
รูเข็มงดโดนน้ำ 48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สระผมให้ระวังน้ำไม่เข้าบริเวณพลาสเตอร์
นอนหัวสูง ใช้หมอนสูงหรือนอนหัวสูง 30-45 องศา ช่วยลดบวม
2 สัปดาห์แรก
งดนวดหน้าและทรีทเมนต์ งดนวด กดจุด ทำเลเซอร์ HIFU หรือหัตถการใดๆ ที่กระทบใบหน้า
งดอาหารหมักดอง แอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด อาหารทะเล ดื่มน้ำเปล่า 1.5-2 ลิตร/วัน
ใส่ผ้ารัดหน้า (ตามที่แพทย์แนะนำ) ขณะนอน 2-4 สัปดาห์แรก เพื่อประคองไหม
นอนหงาย งดนอนตะแคงเพื่อไม่ให้กดทับไหม
1 เดือนแรก
งดอ้าปากกว้าง งดหัวเราะแบบอ้าปากมาก กรีดร้อง ทำฟัน แปรงฟันเบาๆ
งดออกกำลังกายหนัก หลีกเลี่ยงกิจกรรมรุนแรง โยคะท่ายาก การก้มหัวต่ำ
ทานยาตามแพทย์สั่ง ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ (ถ้ามี) อย่าหยุดเอง
ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
ติดต่อแพทย์ทันทีหากพบ:
บวมหรือเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน
ผิวแดง ร้อน อุ่นผิดปกติ อาจติดเชื้อ
ปากเบี้ยว หรือชาไม่หาย เกิน 24 ชั่วโมง
เห็นเส้นไหมโผล่ หรือรู้สึกก้อนแข็งผิดปกติใต้ผิว
ไข้ สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส


