Clickbait คืออะไร ทำไมหลายๆที่ชอบใช้จัง?
- Admin MMT
- 5 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

Clickbait เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ชื่อเรื่องหรือภาพที่สร้างความรู้สึกตื่นเต้น เกินจริง หรือน่าประหลาดใจ แต่เมื่อคลิกเข้าไปแล้ว เนื้อหาภายในมักไม่สอดคล้องกับสิ่งที่พาดหัวสัญญาไว้ ส่งผลให้ผู้อ่านรู้สึกผิดหวัง และถูกหลอกลวง
จุดมุ่งหมายหลักของ Clickbait คือการเพิ่มจำนวนการคลิก และการมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างรายได้จากโฆษณาออนไลน์ โดยมักไม่คำนึงถึงคุณภาพของเนื้อหาหรือผลกระทบในระยะยาว
ประเภท และรูปแบบของ Clickbait
รูปแบบหัวข้อ Clickbait ที่พบบ่อย
"คุณจะไม่เชื่อว่า..." (You Won't Believe...)
รูปแบบนี้ใช้วลีอย่าง "คุณจะไม่เชื่อ" "ช็อกทั้งโลก" หรือ "ไม่น่าเชื่อ" เพื่อสร้างความรู้สึกว่าจะมีสิ่งพิเศษหรือน่าประหลาดใจรออยู่ แม้ว่าเนื้อหาจริงมักธรรมดากว่าที่พาดหัวสัญญา
"เคล็ดลับง่ายๆ นี้จะทำให้..." (This One Simple Trick...)
สัญญาวิธีแก้ปัญหาที่ง่าย และรวดเร็ว เช่น "เพิ่มผลิตภาพในชั่วข้ามคืน" หรือ "ลดน้ำหนัก 10 กิโลใน 7 วัน" ดึงดูดใจเพราะคนต้องการผลลัพธ์ทันทีโดยใช้ความพยายามน้อย
รายการนับเลข (Listicles): "10 อันดับ...", "5 วิธี..."
บทความที่เป็นรายการดูง่ายต่อการอ่าน การระบุตัวเลขชัดเจนทำให้ผู้อ่านรู้ว่าจะได้อะไร และใช้เวลาเท่าไร เป็นรูปแบบยอดนิยมเพราะความยืดหยุ่น และความเป็นระเบียบ
การใช้คำถาม (Questions)
การตั้งคำถามเช่น "ทำไมคนดังคนนี้ถึงหายไป?" หรือ "คุณทำผิดพลาดนี้รึเปล่า?" กระตุ้นให้สมองหาคำตอบโดยอัตโนมัติ
การใช้ Wh-words: What, Why, How, When, Whereคำเช่น "
สิ่งที่แพทย์ไม่บอก" "ทำไมผู้เชี่ยวชาญแนะนำ" "วิธีที่คนรวยใช้" สร้างความรู้สึกว่าจะได้ความรู้หรือคำอธิบายที่ชัดเจน
Demonstrative Adjectives: "สิ่งนี้", "เรื่องนี้"การใช้ "สิ่งนี้" "เรื่องนี้" "คนนี้"
โดยไม่ระบุชัดสร้างความคลุมเครือ ทำให้ต้องคลิกเพื่อหาว่าคืออะไร
Superlatives และ Intensifiers: "ที่สุด", "มากที่สุด"
ใช้คำเช่น "ดีที่สุด" "อันตรายที่สุด" "สุดยอด" "สุดช็อก" เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเนื้อหาพิเศษเหนือกว่าสิ่งอื่น
การใช้ภาพ และ Thumbnail
ภาพที่เกินจริงหรือดัดแปลง
ภาพถูกตกแต่งหรือใช้ Photoshop ให้ดูน่าตื่นเต้นหรือตกใจมากกว่าความเป็นจริง เช่น การขยายส่วนของภาพให้ดูผิดปกติหรือปรับใบหน้าดาราจนดูแตกต่างจากจริง
ภาพที่ไม่ตรงกับเนื้อหา
ใช้ภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาจริง เช่น ภาพคนดังในลุคที่ไม่ดี แต่บทความแทบไม่ได้พูดถึง สร้างความผิดหวัง และทำลายความไว้วางใจ
การใช้สี และองค์ประกอบที่ดึงดูดสายตา
ใช้สีสดใสโดดเด่น ลูกศร วงกลม กรอบเน้น และใบหน้าที่แสดงอารมณ์รุนแรงเพื่อดึงความสนใจ
ตัวอย่าง Clickbait ในแต่ละหมวดหมู่
สุขภาพ และความงาม
"ลดน้ำหนัก 10 กิโลใน 7 วัน" "ผิวขาวใสภายใน 3 วัน" หรือสร้างความกลัวด้วย "อาหารที่อาจทำให้เป็นมะเร็ง" มักนำไปสู่การโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์
บันเทิง
"เหตุผลที่นักแสดงคนนี้หายไป" "คุณจะไม่เชื่อว่าดาราคนนี้อายุเท่าไหร่" ใช้ความสนใจในชีวิตส่วนตัวของคนดัง แต่เนื้อหามักเป็นข่าวเก่าหรือไม่น่าสนใจ
ข่าวสาร
"เปิดกล้องวงจรปิด เผยความจริง" "หลักฐานล่าสุด รีบดูก่อนโดนลบ" อันตรายเพราะอาจนำไปสู่การแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือน
เทคโนโลยี
"คุณสมบัติลับที่ Apple ไม่อยากให้รู้" "วิธีทำให้โทรศัพท์เร็วขึ้น 10 เท่า" มักเป็นข้อมูลทั่วไปหรือโฆษณาผลิตภัณฑ์

เป้าหมายหลักการใช้งาน Clickbait
เพิ่ม Click-Through Rate (CTR)
เป้าหมายหลักคือเพิ่มอัตราการคลิกให้สูงสุด CTR เป็นตัวชี้วัดว่ามีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่คลิกเมื่อเห็นลิงก์ Clickbait ออกแบบมาเพื่อทำให้คนหยุดเลื่อนหน้าจอ และคลิกเข้ามาทันที
สร้างรายได้จากโฆษณา (Ad Revenue)
ยิ่งมีคนเข้าชมมาก รายได้จากโฆษณาก็สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบจ่ายตามคลิก หรือจ่ายตามจำนวนครั้งที่เห็น สำหรับเว็บไซต์หลายแห่ง การเพิ่ม traffic ด้วย Clickbait คือโมเดลธุรกิจหลัก
เพิ่มการมีส่วนร่วม (Engagement)
มุ่งหวังให้ผู้เข้าชมกดไลค์ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์ Engagement สูงส่งผลดีต่ออัลกอริทึม และช่วยให้เนื้อหาแพร่กระจายได้กว้างขึ้น
เพิ่ม Traffic และ Page Views
การเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมทำให้เว็บไซต์มีมูลค่ามากขึ้น Clickbait ดึงคนจำนวนมากในระยะสั้น แม้คนเหล่านี้อาจไม่กลับมาอีก
สร้างการแชร์บนโซเชียลมีเดีย
Clickbait ออกแบบให้เป็น viral โดยใช้พาดหัวที่กระตุ้นอารมณ์ ยิ่งมีคนแชร์มาก ยิ่งเข้าถึงคนได้มากขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา
วิธีดูว่า Clickbait ที่ดี และ ที่ไม่ดี เป็นยังไง
ความสมดุลระหว่างความน่าสนใจ และความซื่อสัตย์
Clickbait ที่ดีต้องสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดความสนใจกับการซื่อสัตย์ต่อผู้อ่าน พาดหัวควรมีความน่าสนใจ และกระตุ้นความอยากรู้ แต่ไม่ควรโกหกหรือเกินจริงจนทำให้ผู้อ่านรู้สึกถูกหลอก การใช้คำที่ดึงดูดใจแต่ยังคงสะท้อนความจริงของเนื้อหาคือกุญแจสำคัญ เช่น แทนที่จะใช้ "คุณจะไม่เชื่อ!" อาจใช้ "ผลการศึกษาใหม่เผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ..." ซึ่งยังคงน่าสนใจแต่ไม่เกินความเป็นจริง
หัวข้อต้องสอดคล้องกับเนื้อหา
ความแตกต่างหลักระหว่าง Clickbait ที่ดี และไม่ดีอยู่ที่ความสอดคล้องระหว่างพาดหัวกับเนื้อหาจริง Clickbait ที่มีจริยธรรมจะใช้หัวข้อที่สะท้อนสาระสำคัญของบทความอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่ Clickbait ที่ไม่ดีจะสร้างความคาดหวังที่เนื้อหาไม่สามารถตอบสนองได้ ตัวอย่างที่ดี: "5 เทคนิคการจัดการเวลาที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ" จะนำไปสู่บทความที่มีเทคนิค 5 ข้อจริงๆ ไม่ใช่แค่การโฆษณาผลิตภัณฑ์
ส่งมอบคุณค่าที่สัญญาไว้
Clickbait ที่ดีจะต้องส่งมอบสิ่งที่พาดหัวสัญญา หากพาดหัวบอกว่าจะมี "วิธีการประหยัดเงิน" บทความต้องมีวิธีการจริงๆ ที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ข้อมูลทั่วไปหรือการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ต้องจ่ายเงินซื้อ ผู้อ่านต้องรู้สึกว่าการใช้เวลาคลิกเข้ามาอ่านคุ้มค่า และได้รับความรู้หรือประโยชน์ที่จับต้องได้ การส่งมอบคุณค่านี้จะสร้างความไว้วางใจ และทำให้ผู้อ่านกลับมาอีก
เนื้อหาต้องมีคุณภาพ
แม้พาดหัวจะน่าสนใจ แต่หากเนื้อหาภายในไม่มีคุณภาพก็เป็น Clickbait ที่ไม่ดี เนื้อหาที่ดีต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เขียนได้อย่างชัดเจน และเป็นระเบียบ ไม่ใช่แค่การนำข้อมูลจากที่อื่นมาเรียบเรียงใหม่หรือเต็มไปด้วยโฆษณา คุณภาพของเนื้อหาคือสิ่งที่แยก Clickbait ที่มีจริยธรรมออกจากที่เป็นเพียงการหลอกลวงเพื่อเพิ่มคลิก
เนื้อหาที่มีคุณภาพคือรากฐานของความสำเร็จระยะยาว แม้พาดหัวจะดึงดูดคนเข้ามาได้ แต่เนื้อหาที่ดีต่างหากที่ทำให้พวกเขาอยู่ต่อ และกลับมาอีก มุ่งเน้นการสร้างข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ถูกต้อง และตอบโจทย์ผู้อ่าน อย่าเสียเวลามากกับการคิดพาดหัวหลอกลวงจนลืมพัฒนาเนื้อหา การลงทุนในคุณภาพจะให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าการไล่ตามคลิกชั่วคราว
Memarketthink: คิดแบบนักการตลาดที่ฉลาด - "Content is King" ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นกลยุทธ์ที่แท้จริง การสร้างเนื้อหาคุณภาพคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของแบรนด์ คือความไว้วางใจของลูกค้า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการตลาดดิจิทัลครบวงจร เราเข้าใจว่า Content Marketing ที่ดีต้องบูรณาการกับ SEO, Social Media, Email Marketing และ Conversion Optimization ให้ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว เนื้อหาคุณภาพไม่เพียงดึงดูด Traffic แต่ยังสร้าง Authority, Engagement และ Conversion ที่ยั่งยืน

