top of page

จ้างเอเจนซี่การตลาดคลินิกความงาม คุ้มไหม? 2027

8 ก.ย.
ยาว 3 นาที
จ้างเอเจนซี่การตลาดคลินิกความงาม คุ้มไหม? 2027


คลินิกส่วนใหญ่จ้างเอเจนซี่การตลาดคลินิกความงามตอนที่ "สายเกินไป" แล้วครับ คือตอนที่ยอดคนไข้เริ่มตกลงเรื่อยๆ ไม่ใช่ตอนที่จ้างแล้วคุ้มค่าที่สุด เจ้าของคลินิกหลายคนทนทำเองไปเรื่อยๆ จนกำไรเริ่มหด แล้วค่อยมาคิดว่า "จ้างเอเจนซี่ดีไหม" ทั้งที่ถ้าตัดสินใจเร็วกว่านี้อีกนิด อาจประหยัดทั้งเงินและเวลาไปได้เยอะกว่าเดิม


บทความนี้ไม่ได้จะบอกให้คุณจ้างเอเจนซี่นะครับ (บอกตรงๆ เลยว่าบางคลินิกยังไม่ควรจ้างด้วยซ้ำ) สิ่งที่จะพาไปดูคือ เมื่อไหร่ที่จ้างแล้ว "คุ้ม" จริง และเมื่อไหร่ที่ควรทำเองไปก่อน พร้อมสูตรคำนวณจุดคุ้มทุนที่เอาไปใช้ได้จริงกับคลินิกของคุณ


5 สัญญาณว่าคลินิกคุณ "ยังไม่ควร" จ้างเอเจนซี่การตลาดคลินิกความงาม

ก่อนจะรีบไปคุยกับเอเจนซี่เจ้าไหน ลองเช็คตัวเองดูก่อนครับว่าเข้าข่ายเหล่านี้อยู่หรือเปล่า เพราะถ้าใช่ การจ้างตอนนี้อาจยังไม่ใช่จังหวะที่ดีที่สุด


1. งบโฆษณายังต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน

เอเจนซี่ส่วนใหญ่ในตลาดจะแนะนำให้มีงบโฆษณาอย่างน้อย 15,000–30,000 บาท/เดือนขึ้นไป ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มกับค่าดูแล ถ้างบยังต่ำกว่านี้ ค่าดูแลอาจแพงกว่าเนื้องานที่ได้จริง


2. ยังไม่รู้ว่ากำไรต่อเคสเท่าไหร่

ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้ว่าลูกค้าใหม่ 1 คนสร้างกำไรให้คลินิกเท่าไหร่ การจ้างเอเจนซี่ตอนนี้จะกลายเป็นการเถียงกันเรื่องตัวเลขไม่จบ เพราะทั้งสองฝ่ายไม่มีเกณฑ์กลางไว้วัดผล


3. ยังไม่มีคนตอบแชท/LINE ภายใน 5 นาที

ต่อให้ยิงแอดเก่งแค่ไหน ถ้าลูกค้าทักมาแล้วรอนาน โอกาสก็หลุดมือไปเรื่อยๆ เท่ากับเสียเงินโฆษณาไปฟรีๆ


4. ยังไม่ปิด Basic พื้นฐาน

เช่น Google Business Profile ยังไม่สมบูรณ์ รีวิวยังน้อย หรือหน้าราคายังไม่ชัดเจน พวกนี้คือด่านแรกที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจ ต่อให้คนเห็นโฆษณาเยอะแค่ไหนก็ปิดการขายยาก


5. คลินิกเพิ่งเปิดไม่ถึง 3 เดือน

และยังไม่รู้ว่าหัตถการไหนขายดีที่สุด ช่วงนี้ควรเก็บข้อมูลตลาดด้วยตัวเองก่อน เพื่อให้รู้ทิศทางชัดเจน ก่อนส่งไม้ต่อให้เอเจนซี่วางกลยุทธ์


สิ่งที่ควรทำก่อน 3 อย่าง

ถ้าเข้าข่ายข้อไหนข้างต้น ลองเริ่มจาก 3 อย่างนี้ก่อน:


  • คำนวณต้นทุนและกำไรขั้นต้นต่อเคสของหัตถการหลักๆ ให้ชัดเจน


  • จัดระบบตอบแชท/LINE ให้ตอบได้ไวขึ้น อย่างน้อยภายใน 5–10 นาที


  • Google Business Profile สะสมรีวิว และทำหน้าราคาให้ครบก่อนเริ่มทำการตลาดจริงจัง


6 สัญญาณว่า "ถึงเวลาแล้ว" ที่จะจ้างเอเจนซี่การตลาดคลินิกความงาม

6 สัญญาณว่า "ถึงเวลาแล้ว" ที่จะจ้างเอเจนซี่การตลาดคลินิกความงาม

ในทางกลับกัน ถ้าคลินิกของคุณเข้าข่ายข้อไหนต่อไปนี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องมีคนช่วยดูแลเรื่องการตลาดอย่างจริงจังแล้วครับ


1. คุณเป็นทั้งหมอ ทั้งแอดมิน ทั้งคนยิงแอด

ถ้าทุกวันนี้เวลาส่วนใหญ่ของคุณหมดไปกับการนั่งปรับแคมเปญ ตอบคอมเมนต์ และคิดแคปชั่น แทนที่จะได้โฟกัสกับคนไข้ตรงหน้า นั่นคือเวลาที่ควรทำเงินกำลังถูกดึงไปทำสิ่งที่ไม่ใช่ความถนัดของคุณ


2. CPL แพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่รู้สาเหตุ

ถ้าค่าใช้จ่ายต่อลีดขยับสูงขึ้นทุกเดือน แต่คุณเดาไม่ออกว่าเป็นเพราะคู่แข่งเยอะขึ้น ครีเอทีฟล้า หรือกลุ่มเป้าหมายแคบเกินไป นี่คือสัญญาณว่าคุณต้องการคนที่วิเคราะห์ข้อมูลเป็นมาช่วยหาสาเหตุ


3. ยอดนิ่งมา 3 เดือนขึ้นไป แม้เพิ่มงบ

เพิ่มงบแล้วแต่ยอดไม่ขยับตาม แปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "งบไม่พอ" แต่อยู่ที่กลยุทธ์หรือระบบที่ต้องปรับ ซึ่งบางทีคนในคลินิกเองก็มองไม่เห็นจุดบอดของตัวเอง


4. ต้องยิงหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน

พอต้องดูแล Meta, Google, TikTok และ LINE ไปพร้อมกัน แต่ละแพลตฟอร์มมีอัลกอริทึมและวิธีคิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง คนคนเดียวจะเก่งครบทุกช่องทางพร้อมกันได้ยาก การมีทีมที่แบ่งความเชี่ยวชาญแต่ละแพลตฟอร์มจึงตอบโจทย์กว่า


5. กำลังจะเปิดสาขา 2

การขยายสาขาหมายถึงต้องวางระบบการตลาดที่ทำซ้ำได้ ไม่ใช่แค่ทำตามความเคยชินแบบสาขาแรก ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะจะมีมืออาชีพเข้ามาวางโครงสร้างให้รองรับการโตได้จริง


6. เคยโดนแอดไม่อนุมัติ หรือเพจโดนจำกัดการเข้าถึงเพราะคำโฆษณา

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยครับ เพราะมีงานวิจัยที่สำรวจโฆษณาคลินิกเสริมความงามบน Facebook พบว่าโฆษณาที่ตรวจสอบมากถึง 81% ฝ่าฝืนกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาล ส่วนใหญ่มาจากคำที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอย่าง "เพียง" หรือ "ฟรี" ถ้าคุณเคยโดนแบบนี้มาแล้ว แปลว่าทีมที่เข้าใจทั้งการยิงแอดและกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลไปพร้อมกันคือสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ตัวเลือกเสริม


ตารางเทียบต้นทุนจริง 3 ทาง

พอพูดถึงต้นทุน หลายคนมักมองแค่ "ตัวเลขที่จ่ายออกจากกระเป๋า" แต่ความจริงแล้วทั้ง 3 ทางเลือกนี้มีต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอยู่เยอะครับ ลองมาดูกันทีละทาง


ทำเอง (เจ้าของ/แอดมินทำ)

ทำเองดูเหมือนไม่เสียเงินสักบาท แต่ต้นทุนที่แท้จริงคือ "เวลา" ครับ ลองคิดดูว่าเวลาของเจ้าของคลินิก 1 ชั่วโมงที่หายไปกับการนั่งเรียนรู้วิธียิงแอด มีค่าเสียโอกาสเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการอยู่หน้างานดูแลคนไข้ นอกจากนี้ยังมีค่าคอร์สเรียนที่ต้องลงทุน และค่าลองผิดลองถูกที่มักมาในรูปของงบโฆษณาที่ยิงไปแล้วไม่ได้ผลตอนที่ยังหาสูตรไม่เจอ


จ้าง In-house

ถ้าจ้างพนักงาน Digital Marketing ประจำ 1 คน จากประกาศรับสมัครงานจริงในตลาดตอนนี้ เงินเดือนส่วนใหญ่จะอยู่ราวๆ 25,000–45,000 บาท/เดือน ขึ้นกับประสบการณ์ แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ต้นทุนจริงทั้งหมดนะครับ เพราะต้องบวกประกันสังคม โบนัส ค่าเครื่องมือ ค่าสรรหา และค่าเทรนเข้าไปด้วย ทำให้ต้นทุนจริงมักขยับขึ้นไปราวๆ 1.3–1.5 เท่าของเงินเดือนที่เห็น


จ้างเอเจนซี่

รูปแบบการคิดค่าบริการของเอเจนซี่ในไทยที่พบบ่อยมี 3 แบบ คือเหมาจ่ายรายเดือน, คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากงบโฆษณา และแบบอิงผลลัพธ์ ถ้าเป็นแบบเปอร์เซ็นต์จากงบโฆษณา ตลาดส่วนใหญ่จะคิดอยู่ที่ประมาณ 10–20% ของงบยิงแอด ส่วนฝั่งที่งบยังน้อย ก็มีตัวเลือกเริ่มต้นได้จริงจากแพ็กเกจราคาประหยัด


ตารางสรุป


ทำเอง

In-house

เอเจนซี่

ต้นทุนคงที่/เดือน

0 (แต่เสียเวลา)

32,500–67,500*

15,000–50,000

เวลาเริ่มเห็นผล

3–6 เดือน

2–3 เดือน (+สรรหา 1–2 ด.)

2–6 สัปดาห์

ความเชี่ยวชาญ

ต่ำ

ปานกลาง (ขึ้นกับคน 1 คน)

สูง (มีทีมช่วยดูแล)

ความเสี่ยงคนลาออก

–

สูง

ต่ำ

ความเข้าใจกฎหมาย สบส.

ต่ำมาก

ขึ้นกับคน

สูง (ถ้าเลือกเอเจนซี่ที่มีประสบการณ์คลินิกจริง)

เหมาะกับ

งบ < 15,000

งบ > 100,000 + มีคนคุม

งบ 20,000–150,000


สูตรจุดคุ้มทุน คำนวณเองได้ใน 3 นาที

สูตร

การจะรู้ว่าจ้างเอเจนซี่แล้วคุ้มหรือไม่ ไม่ต้องเดาครับ มีสูตรง่ายๆ ที่คำนวณได้เลย:


จำนวนเคสใหม่ที่ต้องได้เพิ่ม = ค่าเอเจนซี่ต่อเดือน ÷ กำไรขั้นต้นต่อเคส

พูดง่ายๆ คือ ถ้ารู้ว่าค่าจ้างเอเจนซี่เดือนละเท่าไหร่ และรู้ว่าลูกค้าใหม่ 1 คนทำกำไรให้คลินิกเท่าไหร่ ก็จะรู้ทันทีว่าต้องหาลูกค้าใหม่กี่คนต่อเดือนถึงจะคุ้มทุน


ตัวอย่างคำนวณจริง

สมมุติ

ค่า

ค่าเอเจนซี่

30,000 บาท/เดือน

กำไรขั้นต้นต่อเคสใหม่

3,000 บาท

จุดคุ้มทุน

10 เคสใหม่/เดือน


ถ้าคลินิกของคุณหาลูกค้าใหม่ได้เกิน 10 คนต่อเดือนจากการทำงานของเอเจนซี่ นั่นแปลว่าคุ้มแล้ว ส่วนที่เกินมาคือกำไรที่เพิ่มขึ้นจริง


อย่าลืมนับ LTV ไม่ใช่แค่ครั้งแรก

ตัวเลข 10 เคส/เดือนข้างต้นคือจุดคุ้มทุนแบบมองแค่ "ครั้งแรก" เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าคลินิกความงามส่วนใหญ่มักกลับมาใช้บริการซ้ำ ถ้านับมูลค่าตลอดอายุลูกค้า (LTV) เข้าไปด้วย จุดคุ้มทุนจริงมักจะต่ำกว่าที่คำนวณครั้งแรกมาก


สูตร LTV คือ: กำไรต่อครั้ง × ความถี่ต่อปี × จำนวนปีที่อยู่กับคลินิก

ลองสมมติว่าลูกค้า 1 คนกลับมาใช้บริการ 3 ครั้งต่อปี และอยู่กับคลินิกเฉลี่ย 2 ปี กำไรต่อครั้ง 3,000 บาท เท่ากับ LTV จริงๆ ของลูกค้า 1 คนคือ 18,000 บาท ไม่ใช่แค่ 3,000 บาทตามที่คำนวณจุดคุ้มทุนครั้งแรก


ตารางจุดคุ้มทุนสำเร็จรูป

สมมุติ

ค่า

ค่าเอเจนซี่

30,000 บาท/เดือน

กำไรขั้นต้นต่อเคสใหม่

3,000 บาท

จุดคุ้มทุน

10 เคสใหม่/เดือน


หาช่องของคุณในตารางนี้ แล้วเทียบกับจำนวนเคสใหม่ที่คลินิกทำได้จริงในแต่ละเดือน จะเห็นภาพทันทีว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม


4 อย่างที่เอเจนซี่ทำได้ แต่คลินิกทำเองยากมาก

1. Benchmark ข้ามคลินิก

เพราะเอเจนซี่ดูแลลูกค้าหลายเคสพร้อมกัน จึงรู้ว่า CPL ที่ดีของหัตถการแต่ละประเภทควรอยู่ที่เท่าไหร่ ในขณะที่คลินิกเดียวมีข้อมูลของตัวเองอย่างเดียว ไม่มีอะไรเทียบว่าตัวเลขที่ได้มาดีหรือแย่กว่าตลาด


2. ปรับผลลัพธ์ได้ดีขึ้นจากการมีข้อมูลสะสม

เอเจนซี่ที่ทำงานกับหลายคลินิกจะสะสมข้อมูลว่าครีเอทีฟแบบไหน กลุ่มเป้าหมายแบบไหน ได้ผลดีกับหัตถการประเภทไหน ทำให้ปรับแคมเปญได้แม่นกว่าการลองผิดลองถูกเองจากศูนย์ (ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนแตกต่างกันไปตามแต่ละเคส ผมยังหาสถิติกลางที่ยืนยันได้ไม่เจอ จึงขอไม่ระบุตัวเลขเฉพาะเจาะจง)


3. Creative testing ได้เร็วกว่า

ทีมที่มีคนถ่ายภาพ ตัดต่อ และเขียนก๊อปปี้แยกหน้าที่กัน ย่อมผลิตชิ้นงานทดสอบได้มากกว่าคนคนเดียวที่ต้องทำทุกอย่างเอง ยิ่งทดสอบได้เยอะ ยิ่งเจอสูตรที่ได้ผลเร็วขึ้น


4. ระบบวัดผลครบเส้นทาง

ตั้งแต่ Ad → LINE → นัดหมาย → มาจริง → ปิดการขาย เอเจนซี่ที่มีประสบการณ์มักมีระบบติดตามทั้งเส้นทางนี้อยู่แล้ว ทำให้รู้ว่าปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน ไม่ใช่แค่ดูว่ายอดคลิกเยอะหรือน้อย


8 คำถามที่ต้องถามก่อนเซ็นสัญญา

ก่อนจะตกลงจ้างเอเจนซี่เจ้าไหน ลองถามคำถามเหล่านี้ให้ครบก่อนครับ คำตอบที่ได้จะบอกได้เลยว่าเขาเข้าใจธุรกิจคลินิกจริงหรือแค่รับงานทั่วไป


1. เคยทำคลินิกความงามมากี่แห่ง ขอดูเคสได้ไหม

เอเจนซี่ที่เข้าใจธุรกิจนี้จริงควรมีเคสให้ดู ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ ว่ามีประสบการณ์


2. CPL หรือ CAC เฉลี่ยที่เคยทำได้ในหมวดนี้เท่าไหร่

ถ้าตอบไม่ได้เลย หรือตอบแบบกว้างเกินไป อาจแปลว่ายังไม่เคยทำหมวดคลินิกความงามมาก่อนจริงจัง


3. คิดค่าบริการแบบไหน

Fixed Fee, เปอร์เซ็นต์จากงบโฆษณา หรือแบบอิงผลลัพธ์ แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องรู้ล่วงหน้าให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน


4. Ad Account และ Pixel เป็นชื่อใคร

ข้อนี้สำคัญมาก ต้องเป็นชื่อคลินิกเท่านั้น เพราะถ้าเป็นชื่อเอเจนซี่ พอเลิกจ้างกัน ข้อมูลการยิงแอด ประวัติการปรับแคมเปญ และ Pixel ที่สะสมมาจะหายไปพร้อมกับเอเจนซี่ทันที


5. รายงานทุกกี่วัน ดู Dashboard เองได้ไหม

เอเจนซี่ที่มั่นใจในผลงานตัวเองมักไม่มีปัญหาให้เจ้าของคลินิกเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา


6. ใครเป็นคนทำ Creative

มีทีมในบ้านหรือ Outsource ต่อ เพราะจะกระทบทั้งความเร็วในการแก้งานและคุณภาพที่ได้


7. รู้เรื่องขั้นตอนขออนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลไหม

ช่วยร่างคำโฆษณาให้ผ่านการอนุมัติได้หรือไม่ นี่คือจุดที่แยกเอเจนซี่ทั่วไปออกจากเอเจนซี่ที่เข้าใจธุรกิจคลินิกจริง เพราะถ้าไม่เข้าใจกฎหมายส่วนนี้ ต่อให้ยิงแอดเก่งแค่ไหนก็เสี่ยงโดนระงับโฆษณากลางทาง


8. สัญญาผูกมัดกี่เดือน ออกก่อนได้ไหม

ควรรู้เงื่อนไขการยกเลิกล่วงหน้าให้ชัดเจน จะได้ไม่ติดขัดถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง


5 Red Flags ที่ควรระวัง

  • การันตีอันดับ 1 หรือการันตียอดขาย — ไม่มีใครการันตีผลลัพธ์แบบนี้ได้จริง

  • ไม่ยอมให้สิทธิ์เจ้าของ Ad Account เป็นชื่อคลินิก

  • ไม่มีรายงานตัวเลขให้ดูอย่างสม่ำเสมอ

  • ราคาถูกผิดปกติเมื่อเทียบกับตลาด

  • ไม่เคยถามเรื่องกำไรต่อเคสของคลินิกเลยตั้งแต่คุยงานครั้งแรก


คุณอยู่กลุ่มไหน

คุณอยู่กลุ่มไหน

กลุ่ม

ลักษณะ

สิ่งที่ควรทำ

ยังไม่ควรจ้าง

งบโฆษณายังต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน หรือยังไม่รู้กำไรต่อเคส ตามสัญญาณในหัวข้อที่ 1

จัดระบบพื้นฐานให้พร้อมก่อน เช่น คำนวณกำไรต่อเคส จัดระบบตอบแชทให้ไว

ควรจ้างบางส่วน

มีระบบพื้นฐานพร้อมแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจจะจ้างเต็มรูปแบบ

เริ่มจากจ้างเฉพาะส่วนที่ทำเองยากที่สุด เช่น การยิงแอด หรือการผลิต Creative ส่วนอื่นทำเองต่อไปได้

ควรจ้างเต็มรูปแบบ

เข้าข่ายสัญญาณในหัวข้อที่ 2 หลายข้อ และคำนวณจุดคุ้มทุนจากหัวข้อที่ 4 แล้วทำได้เกินจุดคุ้มทุนอยู่แล้ว

มองหาเอเจนซี่ที่ผ่านเกณฑ์ 8 คำถามในหัวข้อที่ 7 และเริ่มทำสัญญา


FAQ

จ้างเอเจนซี่การตลาดคลินิกความงาม ราคาเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับรูปแบบและขนาดของเอเจนซี่ครับ ถ้าเป็นฟรีแลนซ์มือใหม่จะอยู่ราวๆ 3,000–6,000 บาท/เดือน ฟรีแลนซ์มืออาชีพ 8,000–15,000 บาท เอเจนซี่ขนาดเล็ก 15,000–30,000 บาท ส่วนเอเจนซี่ที่รับงานสเกลใหญ่อาจเริ่มตั้งแต่ 35,000 บาทขึ้นไป หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากงบโฆษณา ราคาเหล่านี้ยังไม่รวมงบค่าโฆษณาที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มแยกต่างหาก

โดยทั่วไปจะเริ่มเห็น Traffic และ Engagement ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก เริ่มเห็น Conversion และยอดขายจริงในช่วง 1–3 เดือน ส่วนผลลัพธ์ที่นิ่งและมีประสิทธิภาพสูงสุดมักใช้เวลา 3–6 เดือน ระยะเวลานี้อาจแตกต่างกันไปตามความแข่งขันของหัตถการแต่ละประเภท

ส่วนใหญ่ยังต้องมีครับ เพราะเอเจนซี่ดูแลเรื่องการยิงแอดและดึงคนเข้ามาสนใจ แต่การตอบแชท ปิดการขาย และนัดหมาย ยังเป็นหน้าที่ของทีมในคลินิก เว้นแต่จะตกลงขอบเขตงานเพิ่มเติมกันไว้ล่วงหน้า

ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่มักรับงานเป็นรายเดือน ในขณะที่เอเจนซี่มักขอสัญญาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป เพราะการยิงแอดต้องใช้เวลาช่วง Learning Phase ก่อนจะเริ่มเห็นผลชัดเจน การจ้างเป็นโปรเจกต์สั้นๆ จึงอาจยังไม่เห็นผลเต็มที่

ขึ้นอยู่กับว่า Ad Account และ Pixel เป็นชื่อใครตั้งแต่แรก ถ้าเป็นชื่อคลินิกตามที่แนะนำไว้ในหัวข้อที่ 7 ข้อมูลและประวัติการปรับแคมเปญจะยังอยู่กับคลินิก แต่ถ้าเป็นชื่อเอเจนซี่ พอเลิกจ้างกัน ข้อมูลทั้งหมดมีความเสี่ยงจะหายไปพร้อมกัน

ฟรีแลนซ์มักเหมาะกับธุรกิจที่งบยังน้อยและต้องการความยืดหยุ่นสูง ส่วนเอเจนซี่จะมีทีมงานแบ่งความเชี่ยวชาญ (AE, Ads Specialist, Creative) ออกใบกำกับภาษีได้ และมีระบบวัดผล Conversion ที่ครบกว่า แลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า


 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page