คู่มือทำ Music Marketing พร้อมเทคนิคการตลาดที่ได้ผลจริง
- 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

Music Marketing คืออะไร?
Music Marketing คือ การใช้ดนตรีหรือเสียงเป็นเครื่องมือช่วยทำการตลาด เพื่อให้คนจดจำและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว ไม่ใช่แค่การหาเพลงมาเปิดประกอบโฆษณาให้จบๆ ไป
การทำ Music Marketing คือการนำเสียงมาใช้ในทางการตลาด ช่วยสื่อสารว่าแบรนด์มีบุคลิกแบบไหน สร้างบรรยากาศ และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมตามที่เราวางแผนไว้ เช่น หยุดดูคลิป หรือตัดสินใจซื้อสินค้า
Music Marketing กับ Music Promotion ต่างกันตรงไหน?
แม้จะเกี่ยวกับเพลงเหมือนกัน แต่จุดประสงค์ต่างกันชัดเจน
Music Marketing (การตลาดด้วยเสียงเพลง) : แบรนด์ทำเพื่อสร้างตัวตนและสร้างฐานลูกค้าให้ธุรกิจของตัวเอง (เน้นระยะยาว)
Music Promotion (การโปรโมตเพลง) : ค่ายเพลงหรือศิลปินทำเพื่อปั่นยอดคนฟังเพลง หรือช่วยให้ขายบัตรคอนเสิร์ตได้ (เน้นระยะสั้น)
Music Marketing : เหมือนที่ แบรนด์ MK สุกี้ ใช้เพลง กินอะไร กินอะไร กินอะไรไปกินเอ็มเค เปิดมาตลอดหลายปี เพื่อสร้างภาพจำให้คนนึกถึงร้านเวลาที่อยากทานอาหารกับครอบครัว
Music Promotion : ศิลปินปล่อยเพลงใหม่ แล้วสร้างชาเลนจ์ให้คนมาเต้นใน TikTok เพื่อให้เพลงดังเป็นไวรัลภายในเวลา 1-2 เดือน
ทำไมใช้เสียงเพลงแล้วคนถึงจำได้ง่าย ?
ดนตรีสามารถเข้าสู่สมองส่วนที่รับรู้อารมณ์และความจำได้โดยไม่ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ให้ซับซ้อน พอแบรนด์นำเพลงมาใช้ ผู้บริโภคจึงซึมซับข้อมูลจากโฆษณาได้ง่ายขึ้นและไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดขายของ
(นึกถึงแบรนด์ไอศครีมจากประเทศจีน แบรนด์ที่สีแดง ก็เป็นตัวอย่างที่ดี)
ข้อมูลสนับสนุนการใช้เสียงเพลง
Ipsos : โฆษณาที่เลือกเพลงได้เข้ากับบุคลิกของแบรนด์ ช่วยให้คนอยากซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 24%
Nielsen : โฆษณาที่มีการใช้เสียงเป็นตัวนำ ช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้คนดูได้มากกว่าโฆษณาที่มีแต่ภาพอย่างเดียวถึง 39%
ดนตรีมีส่วนทำให้คนจำได้ คือเพลงโฆษณาที่ฝังหัวเรามาตั้งแต่เด็ก อย่าง "แลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร" จะเห็นว่าแบรนด์สามารถนำข้อมูลดิบๆ ที่น่าเบื่ออย่าง 'ราคา' และ 'ปริมาณ' มาทำเป็นเพลงให้เราร้องตามได้เป็นสิบๆ ปี เมื่อได้ยินทำนองนี้ สมองเราก็จะนึกเนื้อร้องประโยคต่อไปให้เอง ชัดเจนว่าเสียงเพลงช่วยให้คนจดจำข้อความของแบรนด์ได้ลึกกว่าการเขียนขายของทั่วไปหลายเท่า
Music Marketing มีกี่ประเภท?

การใช้ดนตรีทำการตลาดมีหลายรูปแบบ การรู้ว่ามีแบบไหนบ้างจะช่วยให้คุณเลือกใช้และคุมได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยหลักๆ จะแบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้
เพลงประจำแบรนด์
คือการแต่งเพลงสั้นๆ หรือเพลงเต็มที่มีชื่อแบรนด์ สโลแกน หรือจุดเด่นของสินค้าอยู่ในเนื้อเพลง เป้าหมายคือทำให้คนจำแบรนด์ได้ขึ้นใจจากการได้ยินบ่อยๆ เหมาะกับสินค้าทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแบรนด์ที่อยากเข้าถึงคนทุกกลุ่ม เพลง "ปูไทย อร่อยถึงใจ เด็กไทยทุกคน" หรือ "กินอะไร ไปกินเอ็มเค" ที่เน้นทำนองง่ายๆ ร้องตามง่าย ทำให้คนจำได้ไม่ลืม(อีกอันแต่ผู้อ่านอาจลืมไปแล้วคือ ทวิสโก้หยึกๆ)
เพลงเปิดคลอพื้นหลัง
คือการเปิดเพลงในร้านค้า ร้านอาหาร หรือเปิดคลอในวิดีโอ เพื่อสร้างบรรยากาศและควบคุมพฤติกรรมลูกค้า
เสียงสัญลักษณ์ของแบรนด์
คือเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงโลโก้สั้นๆ เพลงประจำแบรนด์ หรือแม้แต่เสียงกดปุ่มในแอปพลิเคชัน ตัวอย่างคือ เสียง "ทะ-ดึ่ม" ก่อนดูซีรีส์ของ Netflix หรือเสียงเปิดเครื่องของ โปรแกรม Windows
การร่วมมือกับศิลปิน
คือการร่วมงานกับศิลปิน เพื่อดึงดูดกลุ่มแฟนคลับของพวกเขาให้มารู้จักแบรนด์เรา อาจจะเป็นการให้ศิลปินช่วยแต่งเพลงให้ หรือจ้างมาเป็นพรีเซนเตอร์ วิธีนี้เหมาะมากถ้าแบรนด์อยากเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มวัยรุ่น หรือกลุ่มคนที่ชอบเพลงฮิปฮอป บางครั้งก็จะมีเพลงของศิลปินคนนั้นในโฆษณาบ้างเพื่อให้จำได้ง่ายขึ้น
การตลาดผ่านแอปฟังเพลง
คือการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนฟังผ่านแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง Spotify หรือ YouTube Music ทำได้ตั้งแต่การจัดเพลย์ลิสต์เพลงในสไตล์ของแบรนด์ให้คนมากดติดตาม หรือการซื้อโฆษณาเสียงคั่นระหว่างที่คนกำลังฟังเพลง (ควรระวัง ในการใช้สื่อตรงส่วนนี้เพราะ หลายครั้งจะน่ารำคาญมากทำให้ส่งผลเสียแทนได้)
จากประสบการณ์ทำการตลาดและดูแลภาพลักษณ์ให้คลินิกความงาม วิธีที่ใช้แล้วเห็นผลดีที่สุดคือ เพลงเปิดคลอพื้นหลัง เพราะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกถึงความหรูหราพรีเมียมตั้งแต่ก้าวเข้ามาในคลินิก ทำให้ไม่เงียบจนเกินไปแล้วจะเกิดการประหม่าได้มากขึ้น
ส่วนวิธีที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME มักจะไม่กล้าทำคือ การทำเพลง Jingle หรือ เสียงสัญลักษณ์ของแบรนด์ เพราะมองว่าใช้เงินเยอะ วัดผลยอดขายยาก และเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่ในปัจจุบัน ที่คนชอบดูคลิปสั้นบน TikTok หรือ Reels ซึ่งเน้นการฟัง "เสียง" เป็นหลัก การที่แบรนด์ไม่มีเอกลักษณ์ จะทำให้แบรนด์หายไปกับคู่แข่งได้ง่ายมาก เราจึงต้องให้ความสำคัญกับเสียงพอๆ กับความสวยงามของภาพ
ประโยชน์ของ Music Marketing ต่อธุรกิจ
การใช้เสียงเพลงไม่ได้มีไว้แค่ทำให้โฆษณาดูมีสีสัน แต่เป็นการสร้างภาพจำให้แบรนด์ ซึ่งให้ผลดีมากทั้งทำให้คนรู้จัก และช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย โดยมี 4 ประโยชน์หลักๆ ดังนี้
ทำให้คนจดจำแบรนด์ได้ดีกว่าการใช้แต่ภาพและข้อความ
ปกติคนเราต้องตั้งใจมองถึงจะจำภาพได้ แต่สำหรับ "เสียง" แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจฟัง สมองก็สามารถรับรู้และจดจำได้เอง ดนตรีที่ถูกเลือกมาอย่างดีจะช่วยให้ลูกค้านึกถึงแบรนด์ได้เร็วกว่าและฝังหัวมากกว่าการใช้แค่ภาพหรือวิดีโอ นึกถึงตอนที่เราเดินผ่าน MK แล้วได้ยิน กินอะไร กินอะไร แล้วเราก็นึกถึง แบรนด์ MK ทันทีต่อให้ไม่ทราบว่าบริเวณนั้นจะมี MK หรือเปล่า
สร้างความรู้สึกผูกพัน และเข้าถึงอารมณ์ลูกค้า
เสียงเพลงสามารถ เข้าสู่ความรู้สึกของลูกค้าได้โดยตรง แบรนด์สามารถใช้จังหวะ ทำนอง และเนื้อร้อง เพื่อสื่อให้เห็นว่าแบรนด์มีนิสัยแบบไหน เช่น สนุกสนาน หรูหรา หรืออบอุ่น ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ได้ลึกกว่าการพิมพ์ข้อความบอกเฉยๆ
ช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย และเพิ่มยอดสั่งซื้อ
เพลงที่เข้ากับตัวตนของแบรนด์ไม่ได้หยุดแค่ทำให้คนจำได้ แต่มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ
แบรนด์ Mastercard สร้างเสียงดนตรีสั้นๆ ที่จะดังขึ้นเมื่อลูกค้าจ่ายเงินสำเร็จ พบว่าเสียงนี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ สบายใจในการใช้จ่าย และมีโอกาสกลับมาใช้บริการอีก
แพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์อย่าง Shopee มักจะใช้ดนตรีจังหวะสนุกๆ และดัดแปลงเนื้อร้องให้ติดหูในช่วงแคมเปญลดราคาใหญ่ๆ อย่างเช่น 11.11 ทำให้เตือนเราได้ด้วยว่าจะมีแคมเปญลดราคา จากตอนแรกอาจไม่มีแพลนจะ ซื้อของออนไลน์ก็ทำให้เราสนใจที่ซื้อของกับ Shopee มากขึ้นไม่มากก็น้อย
ทำให้แบรนด์เด่นในกลุ่มคู่แข่งของคุณ
หน้าฟีดโซเชียลมีเดียมีแต่รูปภาพและวิดีโอเต็มไปหมด จนคนเริ่มชินและเลื่อนผ่าน การใช้ เสียงเพลง จึงช่วยให้แบรนด์ฉีกออกจากคู่แข่ง การมีเสียงที่จำง่ายจะช่วยดึงความสนใจจากลูกค้าได้ดีกว่าการแข่งกันทำภาพกราฟิกเพียงอย่างเดียว
จากประสบการณ์ทำการตลาดที่ ME POWER Agency ให้กับธุรกิจคลินิกความงาม ซึ่งปกติคลินิกต่างๆ มักจะแข่งกันทำภาพรีวิวก่อนและหลังทำ หรือภาพโปรโมชั่นจนลูกค้าเริ่มแยกไม่ออก การทำให้แบรนด์ดูแตกต่างด้วยภาพจึงยากขึ้นเรื่อยๆ
ประโยชน์ที่เห็นชัดเจนที่สุดเมื่อเราเริ่มนำเสียงมาใช้ คือยอดคนดูและการจดจำแบรนด์ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก เมื่อเราเลือกเปิดเพลงคลอ หรือใส่เสียงประกอบในคลิปวิดีโอให้เป็นสไตล์เดียวกัน รวมถึงการคุมโทนเพลงที่เปิดในคลินิกให้เข้ากับภาพลักษณ์ ลูกค้าจะเริ่มจำแบรนด์ได้และรู้สึกถึงความพรีเมียมตั้งแต่ยังไม่เห็นโลโก้ เสียงดนตรีช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อลูกค้าต้องตัดสินใจซื้อโปรแกรมต่างๆ ของทางคลินิก
กลยุทธ์ Music Marketing ที่มืออาชีพใช้จริง
การใช้ดนตรีทำการตลาดให้ได้ผล ต้องมีแผนที่ชัดเจนและวัดผลได้ นี่คือ 6 วิธีหลักที่แบรนด์ดังๆ นิยมใช้กัน
รู้จักแบรนด์และลูกค้าให้ดีก่อนเลือกเพลง
ก่อนจะทำอะไร ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ถ้าแบรนด์ของเราเป็นเสียง จะเป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกแบบไหน? (ควรใส่ใจพอๆกับภาพ นอกจากจะทำให้ลูกค้าจดจำง่ายขึ้นก็ทำให้ลูกค้าไม่ชอบง่ายขึ้นเช่นกัน หากเพลงนั้น ไม่ถูกจริตของกลุ่มลูกค้า) จากนั้นค่อยไปศึกษาว่าลูกค้าของเราชอบฟังเพลงแนวไหน มักจะเล่นแอปพลิเคชันอะไร และมีอารมณ์แบบไหนตอนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อสินค้า (ลองสร้างแบบสอบถาม เพื่อถามรสนิยมการฟังเพลง หรือ ใช้ Gemini Deep Research ในการหาข้อมูลก่อนก็ได้ ไม่ก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ)
สร้างเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
การสร้างสัญลักษณ์ทางเสียง ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง เพื่อจ้างแต่งเพลงเต็มๆ เราอาจจะเริ่มจากการทำ "คู่มือคุมโทนเสียง" เพื่อให้ทุกงานสื่อสารออกมาเป็นมาตรฐานเดียวกันก่อน จากนั้นค่อยๆ นำเสียงนั้นไปใช้ตามจุดต่างๆ เช่น เสียงเพลงประกอบคลิปโฆษณา, เสียงแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน หรือเพลงที่เปิดคลอในร้านค้า
การตลาดด้วยเสียงบนวิดีโอสั้น (TikTok, Reels, YouTube Shorts)
บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น "เสียง" คือวิธี กระชับ โดดเด่น และกระตุ้นให้คนดูอยากเอาเสียงนี้ไปทำคลิปเล่นต่อ (เช่น การเต้นตาม หรือลิปซิงก์) เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักกว้างขึ้น แบรนด์เครื่องสำอางอย่าง Maybelline หรือ Garnier ที่มักจะทำเพลงจังหวะสนุกๆ ติดหู แล้วสร้างแคมเปญเต้น (Dance Challenge) บน TikTok ทำให้วัยรุ่นและผู้ใช้งานทั่วไปเอาแผ่นเสียงนี้ไปเต้นตามจนกลายเป็นไวรัล และได้ยอดคนดูโดยที่แบรนด์ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม
จับมือกับศิลปินหรือคนดัง
การเลือกศิลปินมาร่วมงาน อย่าดูแค่ความดังอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่า
นิสัยของศิลปินเข้ากับแบรนด์ไหม
แฟนคลับของศิลปินใช่กลุ่มลูกค้าที่เราอยากขายของให้หรือเปล่า
ศิลปินคนนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือเปล่า
ซื้อโฆษณาบนแอปฟังเพลง
เราสามารถใช้แอปฟังเพลงอย่าง Spotify หรือ YouTube Music ในการหาลูกค้าได้ในระยะยาว เช่น การจัดลิสต์เพลงเพราะๆ ในสไตล์ของแบรนด์เพื่อให้คนมากดติดตาม หรือการซื้อโฆษณาเสียงคั่นระหว่างเพลง เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่ชอบฟังเพลงและพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
ใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจเลือกเพลง
ปัจจุบันเราไม่ต้องเดาเองแล้วว่าลูกค้าชอบเพลงแนวไหน สามารถใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์ว่าคนฟังมีอารมณ์ร่วมกับเพลงแบบไหนมากที่สุด หรืออาจจะลองทำโฆษณา 2 คลิปที่ใช้เพลงต่างกันแล้วดูว่าแบบไหนผลตอบรับดีกว่า(เรียกว่า A/B Test) เพื่อให้เราเลือกเพลงได้ตรงกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มจริงๆ ไม่ใช่ใช้เพลงเดียวกับคนทุกคน
ในการทำงานเอเจนซี่ที่ดูแลการตลาดให้ธุรกิจหลายประเภท สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) หรือทีมที่มีงบจำกัด วิธีที่แนะนำว่า ทำได้ทันทีและคุ้มค่า คือการคุมโทนเสียงในคลิปวิดีโอสั้นบนโซเชียลมีเดียให้เป็นสไตล์เดียวกันตลอด แค่นี้ก็ช่วยให้คนจำแบรนด์ได้เร็วขึ้นโดยแทบไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
ส่วนวิธีที่ "ต้องระวังและเสี่ยงเสียเงินฟรี" คือการจ้างศิลปินดังหรือจ้างทำเพลงประจำแบรนด์แบบจัดเต็มตั้งแต่แรก ถ้าธุรกิจคุณยังไม่เข้าใจลูกค้าดีพอ หรือระบบหลังบ้านและช่องทางปิดการขายยังไม่นิ่ง การเอาเงินก้อนไปลงทุนทำเพลง อาจจะได้แค่ยอดคนดูคลิปเยอะๆ แต่ไม่สามารถเป็นยอดสั่งซื้อจริงๆ
วิธีวัดผล Music Marketing
ทำการตลาดด้วยเสียงต้องวัดผลได้ เพื่อเช็กความคุ้มค่าและนำไปปรับปรุงแผนต่อ
ตัว KPI หลักที่ต้องดู
ให้คนรู้จัก : วัดผลว่าคนจำแบรนด์ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่
ความสนใจ : ดูยอดวิว ยอดแชร์
การฟัง : ดูยอดคนฟัง ยอดกดเข้าเพลย์ลิสต์ และอัตราการกดข้าม
เพิ่มยอดขาย : เทียบยอดคลิกสั่งซื้อระหว่างโฆษณาแบบมีเสียงและไม่มีเสียง
เครื่องมือช่วยวัดผล
ข้อมูลหลังบ้าน (Spotify/YouTube) : เช็กว่าใครคือคนฟังและฟังจนจบหรือไม่
Social Listening Tools : ดูว่าคนในอินเทอร์เน็ตพูดถึงเพลงแบรนด์เราว่าอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบ
A/B Testing : ปล่อยโฆษณาที่ใช้ภาพเดียวกันแต่เปลี่ยนเพลง 2 แบบ เพื่อเทียบว่าเพลงไหนช่วยปิดการขายได้ดีกว่า
ดูยังไงว่าสำเร็จ
คนร้องตามหรือพูดถึงเพลงกันเองโดยแบรนด์ไม่ต้องจ้างสื่อ
คนเอาเสียงไปทำคลิปเล่นต่อ (เช่น ร้องคัฟเวอร์ หรือเต้นตาม)
ผู้บริโภคแค่ได้ยิน "เสียง" ก็รู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์เรา โดยไม่ต้องเห็นโลโก้
ข้อผิดพลาดที่มักเจอเวลาทำ Music Marketing

เลือกเพลงตามใจชอบของตัวเอง โดยไม่สนลูกค้า
การที่เจ้าของแบรนด์หรือทีมงานเลือกเพลงที่ "ตัวเองชอบ" โดยไม่ได้ดูข้อมูลเลยว่าจริงๆ แล้ว "ลูกค้าชอบ" เพลงแนวไหน เพลงที่จะช่วยให้ขายของได้ ต้องมาจากความชอบและพฤติกรรมของลูกค้าเท่านั้น
เลือกเพลงฮิตแต่ไม่เข้ากับแบรนด์
การเลือกใช้เพลงที่กำลังฮิตเป็นกระแส แต่เนื้อหาหรือจังหวะขัดกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ จะทำให้ลูกค้าสับสน รู้สึกไม่เชื่อใจ และทำให้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ลดลง
ลืมเช็กเรื่องลิขสิทธิ์เพลง (อันนี้หนัก)
การเอาเพลงมีลิขสิทธิ์มาใช้ขายของโดยไม่ขออนุญาต อาจทำให้คลิปถูกลบ โดนแบนช่อง หรือถึงขั้นโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้
ทำๆ หยุดๆ ไม่มีความสม่ำเสมอ
การตลาดด้วยเสียงต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลา ถ้าแบรนด์เปลี่ยนแนวเพลงหรือเปลี่ยนโทนเสียงไปเรื่อยๆ ลูกค้าก็จะจำแบรนด์ไม่ได้ ดังนั้นการคุมโทนเสียงให้เหมือนกันในทุกๆ ช่องทาง (เช่น คลิปใน TikTok กับเพลงที่เปิดหน้าร้านคือโทนเดียวกัน) จึงสำคัญ
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณน่าจะเข้าใจแล้วว่า Music Marketing ไม่ใช่แค่การหาเพลงมาแปะในคลิปวิดีโอเฉยๆ แต่ช่วยสร้างยอดขายที่ได้ผลจริง ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทใหญ่หรือร้านค้าเล็กๆ ก็เริ่มใช้เสียงเพลงช่วยทำการตลาดได้เลย แค่เริ่มให้ถูกจุด... แล้วคุณล่ะ เคยจำเพลงโฆษณาของแบรนด์ไหนได้ติดหูบ้างไหม?(ผู้เขียนจำแลคตาซอย 5 บาท ได้ ) หรือเคยเจอปัญหาเรื่องโดนดูดเสียงเพราะลิขสิทธิ์เพลงตอนทำคลิปบ้างหรือเปล่า?

