การทำ SEO เว็บไซต์สำหรับมือใหม่ ให้ติดหน้าแรกบน Google
- memarketthink
- 28 พ.ค.
- ยาว 2 นาที

หากคุณเป็นมือใหม่ที่ต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google การทำ SEO ช่วยได้ ซึ่งบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักวิธีทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงเทคนิคที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสติดอันดับสูงขึ้นได้ในอนาคต
SEO เว็บไซต์ คืออะไร
SEO หรือ Search Engine Optimization คือกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับสูงขึ้นบนผลการค้นหาของ Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ซึ่งจะเน้นการปรับปรุงเนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ และปัจจัยภายนอก เช่น Backlinks เพื่อให้ผู้คนค้นหาเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น ทำให้มีผู้เข้าชมแบบออแกนิกและไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่มเติม
วิธีหาคีย์เวิร์ดที่มีประสิทธิภาพ (Keyword Research)
1 วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่ากำลังมองหาข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับธุรกิจคุณ พร้อมกำหนดวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเพิ่มยอดขาย หรือเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม
2 ใช้เครื่องมือหาคีย์เวิร์ด เช่น Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google Ads Ubersuggest เป็นเครื่องมือค้นหาไอเดียคีย์เวิร์ดและวิเคราะห์คู่แข่ง Ahrefs เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์คีย์เวิร์ดเชิงลึกและดูคู่แข่ง
3 สำรวจคีย์เวิร์ดจาก Google โดยใช้ Google Suggest เพื่อดูคำแนะนำอัตโนมัติ ใช้ Related Searches คำค้นหาที่เกี่ยวข้องที่แสดงด้านล่างผลการค้นหา และเช็ก People Also Ask เกี่ยวกับคำถามที่พบบ่อยใน Google
4 วิเคราะห์ความยากและปริมาณการค้นหาด้วยการเลือกคีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาสูงแต่มีการแข่งขันต่ำ และใช้ Long-Tail Keywords (คีย์เวิร์ดยาว) เช่น ใช้คำว่า “คลินิกฉีดฟิลเลอร์ราคาถูกที่ไหนดี” แทนคำว่า “ฟิลเลอร์”
5. ตรวจสอบคู่แข่ง ด้วยการค้นหาคีย์เวิร์ดเป้าหมายบน Google และดูเว็บไซต์ที่ติดอันดับ จากนั้นใช้ Ahrefs หรือ SEMrush วิเคราะห์ว่าคู่แข่งใช้คีย์เวิร์ดใดและนำมาใช้กับเว็บไซต์ของคุณ
6. ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Title, Meta Description, Headings, URL และเนื้อหา และหลีกเลี่ยงการยัดคีย์เวิร์ดมากเกินไป (Keyword Stuffing)
การปรับแต่งด้านเทคนิค (Technical SEO)

Technical SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการทำงานของ Google เพื่อช่วยให้บอทของเครื่องมือค้นหาสามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นทำให้สะดวกต่อผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น
1. ปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์
ใช้ GTmetrix วิเคราะห์ความเร็วเว็บไซต์
ลดขนาดรูปภาพโดยใช้ WebP หรือ JPEG 2000
ใช้ระบบแคช Cache หรือ CDN เช่น Cloudflare
ลดการใช้โค้ด JavaScript และ CSS ที่ไม่จำเป็น
2. ทำให้เว็บไซต์รองรับมือถือ
ตรวจสอบว่าเว็บไซต์รองรับ Mobile-First Indexing
ใช้ Responsive Design ที่รองรับทุกขนาดหน้าจอ
ทดสอบด้วย Google Mobile-Friendly Test
3. ปรับโครงสร้าง URL
ใช้ URL ที่อ่านง่าย เช่น memarketthink.com, Agencyclinic.com
หลีกเลี่ยงการใช้ URL ที่ยาวและซับซ้อนเกินไป
ใช้ Breadcrumbs เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์
4. สร้างและส่ง XML Sitemap
สร้าง XML Sitemap และส่งไปที่ Google Search Console
ตรวจสอบว่า Sitemap ครอบคลุมทุกหน้าสำคัญของเว็บไซต์
5. ปรับแต่งไฟล์ robots.txt
ใช้ robots.txt เพื่อควบคุมการเข้าถึงของบอท Google
ป้องกันไม่ให้ Google จัดทำหน้าที่ไม่จำเป็น เช่น หน้า Login หรือ Cart
6. ตรวจสอบปัญหาการทำ Indexing
ใช้ Google Search Console ตรวจสอบว่าหน้าเว็บทั้งหมดถูกจัดทำถูกหรือไม่
แก้ปัญหาหน้า Crawl Errors และ Duplicate Content
7. ปรับปรุงความปลอดภัยของเว็บไซต์
ใช้ SSL Certificate (HTTPS) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
ป้องกัน Broken Links และมัลแวร์
การทำลิงก์ภายนอกให้มีคุณภาพ (Backlinks)
1. สร้างเนื้อหาคุณภาพ
เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาบทความดี มีคุณค่า มีข้อมูลเชิงลึก และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมักจะได้รับ Backlinks จากเว็บไซต์อื่นที่ต้องการอ้างอิงข้อมูล ดังนั้นควรสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพจึงจะสามารถดึงดูดลิงก์จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและมีความน่าเชื่อถือได้
2. เขียนบทความให้เว็บไซต์อื่น
เขียนบทความให้เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกันสามารถใส่ลิงก์กลับไปยังเว็บไซต์ของคุณได้ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มค่า DA และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ นอกจากนี้ควรเลือกเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและได้รับความนิยมสูงเพื่อให้ได้ Backlinks ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปรับ On-Page SEO vs. Off-Page SEO
On-Page SEO และ Off-Page SEO เป็นสององค์ประกอบหลักของการทำ SEO ที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google ซึ่งมีวิธีการปรับที่แตกต่างกัน ดังนี้
การปรับ On-Page SEO
1 ใส่คีย์เวิร์ดใน Title Tag, Meta Description, URL, Headings, หรือเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ และหลีกเลี่ยง Keyword Stuffing
2 เนื้อหาต้องเป็นประโยชน์ อ่านง่าย และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน นอกจากนี้ควรใช้รูปภาพ, วิดีโอ, หรือหัวข้อย่อยเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ
3 ใส่ลิงก์เชื่อมโยงไปยังบทความอื่น ๆ ในเว็บไซต์ เพื่อให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์และเพิ่มเวลาให้ผู้ใช้งานอยู่ในเว็บไซต์นานขึ้น
4 เพิ่ม Alt Text ในรูปภาพ โดยใส่คำอธิบายในรูปภาพให้ Google เข้าใจและช่วยในการทำ Image SEO
5 ปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ ด้วยการลดขนาดรูปภาพ ใช้ระบบแคช หรือ CDN และใช้ Google PageSpeed Insights เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงเว็บไซต์
6 ปรับแต่ง Meta Tags ให้ดึงดูด ด้วยการเขียน Title ไม่เกิน 60 ตัวอักษร โดยใส่คีย์เวิร์ดต้นประโยคและเขียน Meta Description ให้น่าสนใจและกระตุ้นให้เกิดการคลิก
การปรับ Off-Page SEO
1 สร้างลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวข้อง ด้วยการใช้วิธี Guest Posting, HARO, Broken Link Building
2 ใช้ Social Media ช่วยโปรโมทเว็บไซต์ด้วยแชร์บทความผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ และใช้ Quora และ Reddit เพื่อสร้างลิงก์ทางอ้อม
3 ทำ Local SEO และ Google My Business ผ่านลงทะเบียนธุรกิจใน Google My Business และใช้ NAP (Name, Address, Phone Number) ที่สอดคล้องกันทุกแพลตฟอร์ม
4 ติดต่อ Influencer ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้แชร์เนื้อหาหรือเสนอการร่วมงาน เช่น การเชิญ Influencer สายความงามมาทดลองบริการที่คลินิกฟรี



