top of page

Leads คืออะไร? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มทำ Lead Generation

  • รูปภาพนักเขียน: Admin MMT
    Admin MMT
  • 26 ธ.ค. 2568
  • ยาว 4 นาที

Leads คืออะไร? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มทำ Lead Generation


Leads คือ "ว่าที่ลูกค้า" ที่แสดงความสนใจในสินค้าหรือบริการของคุณ แต่ยังไม่ได้ควักกระเป๋าจ่ายเงิน (กำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจหรือเปรียบเทียบ)


คนที่จะนับเป็น Lead ได้ ต้องทิ้งข้อมูลติดต่อ (Contact Information) ไว้ให้เรา เช่น เบอร์โทร, อีเมล หรือ LINE ID เพื่อให้ธุรกิจสามารถติดต่อกลับไปสานสัมพันธ์ต่อได้


Leads - Contact -Visitor - แตกต่างกันอย่างไร?

Leads - Contact -Visitor - แตกต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักสับสนคำเหล่านี้ ทำให้วัดผลการตลาดผิดพลาด เราต้องแยกแยะให้ชัดเจนเพราะ "สถานะ" ของแต่ละคนบอกถึงความใกล้ชิดกับแบรนด์ที่ไม่เท่ากัน

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง

ประเภท

ความหมาย

ตัวอย่างพฤติกรรม

มีข้อมูลติดต่อ?

Visitor

ขาจร: คนที่แค่แวะมาดูเว็บหรือเพจ แต่ยังไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ

เข้ามาส่องหน้าเว็บ 2 นาทีแล้วกดปิดไป

❌ ไม่มี

Lead

ว่าที่ลูกค้า: คนที่เริ่ม "มีใจ" และยอมแลกข้อมูลติดต่อเพื่อรับสิทธิประโยชน์บางอย่าง

กรอกฟอร์มขอรับ E-book หรือลงทะเบียนรับคูปอง

✅ มี

Contact

รายชื่อในระบบ: ใครก็ตามที่เรามีข้อมูลติดต่อ (เป็นคำกว้างๆ อาจเป็น Lead, ลูกค้าเก่า หรือแค่คนสมัครข่าวสาร)

คนที่อยู่ในฐานข้อมูล CRM ของเราทั้งหมด

✅ มี

Customer

ลูกค้า: คนที่ "ควักกระเป๋า" จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว

โอนเงินสั่งซื้อสินค้า 

✅ มี


Leads เกี่ยวข้องอย่างไรต่อการทำ Lead Generation?

เมื่อ Leads คือตัวโอกาสในการสร้างทางธุรกิจ จึงทำให้เกิดกลยุทธ์ในการเก็บ Leads เหล่านี้เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาให้พวกเขากลายเป็นลูกค้า ด้วยวิธีที่เรียกว่า Lead Generation



Lead Generation คืออะไร?

กระบวนการทำตลาดแบบ Inbound Marketing เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการติดต่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายในการสานสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์สินค้าและ Leads ให้แนบแน่นมากขึ้นด้วยการส่งข้อมูลและโปรโมชันผ่านทางอีเมล หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จนสามารถปิดจบการขายได้ในที่สุด

4 องค์ประกอบหลักของ Lead Generation:

  1. Lead Capture (จับ Lead): ใช้ฟอร์ม, Landing Page เพื่อให้คนกรอกข้อมูล

  2. Lead Magnet (สิ่งล่อใจ): เสนอสิ่งที่มีคุณค่า เช่น E-book, คูปอง, Free Trial

  3. Lead Nurturing (ฟูมฟัก Lead): ส่งอีเมล, คอนเทนต์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์

  4. Lead Conversion (ปิดการขาย): เปลี่ยน Lead ให้เป็นลูกค้าจริง



ประเภทของ Leads ตามความร้อนแรง (Lead Temperature)

การตลาด ไม่ได้ดูแลลูกค้าทุกคนเหมือนกัน แต่จะแบ่งระดับตาม "ความพร้อมซื้อ" เพื่อให้ทีมงานเลือกใช้วิธีเข้าหาได้ถูกจังหวะครับ

1 Cold Leads ❄️ 

สถานะ: "รู้จักแต่ยังไม่รู้ใจ" กลุ่มนี้คือคนที่เพิ่งเริ่มรู้จักแบรนด์ของคุณ รับรู้ปัญหาของตัวเองแต่ยังไม่รีบร้อนซื้อ ยังอยู่ในช่วงหาข้อมูลกว้างๆ

  • พฤติกรรม: กด Like เพจ, เข้าอ่านบทความ Blog แล้วกดออก, เห็นโฆษณาแล้วคลิกดูผ่านๆ

  • สิ่งที่ต้องทำ: ห้ามขายเด็ดขาด! หน้าที่ของคุณคือ "ให้ความรู้" สร้างความเชื่อถือให้เขาเห็นว่าเราเป็นตัวจริงในวงการ ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะเขาให้เริ่มสนใจเรามากขึ้น

2 Warm Leads 🌡️ 

สถานะ: "สนใจแต่ยังลังเล" กลุ่มนี้เริ่มศึกษาข้อมูลจริงจัง รู้แล้วว่าสินค้าของคุณคืออะไร แต่กำลังเปรียบเทียบกับคู่แข่ง หรือรอโปรโมชันโดนใจ

  • พฤติกรรม: สมัครรับ Newsletter, ดาวน์โหลดแคตตาล็อกสินค้า, ดูวิดีโอรีวิวซ้ำหลายรอบ

  • สิ่งที่ต้องทำ: "ขยี้จุดเด่น" ส่งข้อมูลเจาะลึก ให้เห็นว่าคุณเหนือกว่าคู่แข่งตรงไหน หรือส่งรีวิวจากผู้ใช้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เขากล้าตัดสินใจ


3 Hot Leads 🔥

สถานะ: "กำเงินรอพร้อมเปย์" นี่คือกลุ่มเป้าหมายทองคำที่มีความต้องการชัดเจน มีงบประมาณ และพร้อมซื้อทันที

  • พฤติกรรม: โทรมาสอบถามราคา, ขอใบเสนอราคา, นัดหมายขอเข้าดู Demo สินค้า, ถามตรงๆ ว่า "ส่งของได้เมื่อไหร่?"

  • สิ่งที่ต้องทำ: "ติดต่อกลับให้ไวที่สุด!" ความเร็วสำคัญของกลุ่มนี้



Qualified Leads แบ่งเป็น 4 ประเภท - ต้องรู้!

การแยกประเภท Lead เพราะไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมซื้อทันที การส่ง Lead ผิดคนไปให้ทีมเซลส์ อาจทำให้เสียโอกาสและเสียเวลาเปล่า นี่คือ 4 ประเภทหลักที่ธุรกิจระดับโลกใช้คัดกรอง

1 Marketing Qualified Lead (MQL)

กลุ่มที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมการตลาดสูง "สนใจเนื้อหา แต่ยังไม่พร้อมคุยกับคนขาย"

  • พฤติกรรม: ชอบเสพข้อมูล เช่น ดาวน์โหลด E-book, สมัคร Newsletter, หรืออ่านบล็อกหลายบทความต่อเนื่อง

  • ตัวอย่าง: คนที่ดาวน์โหลด "คู่มือเปรียบเทียบกล้อง" เพื่อศึกษาข้อมูลเองก่อน

  • ทีม Marketing ต้อง "เลี้ยงดู" (Nurture) ต่อด้วย Email หรือยิงโฆษณา Retargeting จนกว่าเขาจะพร้อม

2 Sales Qualified Lead (SQL)

กลุ่มที่ "พร้อมซื้อ" และผ่านเกณฑ์คัดกรองแล้วว่ามีศักยภาพ (มีงบ, มีอำนาจตัดสินใจ) ต้องการคุยกับพนักงานขาย

  • พฤติกรรม: แสดงเจตนาชัดเจน เช่น กรอกฟอร์มขอใบเสนอราคา, กดจองคิว Demo สินค้า, หรือถามเงื่อนไขการชำระเงิน

  • ตัวอย่าง: ลูกค้าที่ระบุงบประมาณมาในฟอร์มติดต่อและขอให้เซลส์โทรกลับด่วน

  • ทีม Sales ต้องรีบรับช่วงต่อเพื่อปิดการขายทันที


3 Product Qualified Lead (PQL) 

กลุ่มที่ "ติดใจสินค้า" จากการทดลองใช้จริง (Free Trial/Freemium) และเริ่มชนเพดานการใช้งานฟรี

  • พฤติกรรม: ใช้งานสินค้าบ่อยจนครบโควต้า, พยายามกดใช้ฟีเจอร์ที่ล็อกไว้สำหรับตัวเสียเงิน

  • ตัวอย่าง: ผู้ใช้ Canva แบบฟรีที่ทำครบ 5 ดีไซน์แล้วอยากทำเพิ่ม หรือใช้ Dropbox จนพื้นที่เต็ม

  • Product Team ผสานงานกับ Sales เพื่อส่งข้อเสนอ Upgrade Plan ในจังหวะที่ลูกค้ากำลังต้องการพอดี

4 Service Qualified Lead

ลูกค้าเดิมที่มีแนวโน้ม "ซื้อเพิ่ม" (Upsell/Cross-sell) จากการพูดคุยกับฝ่ายบริการลูกค้า

  • พฤติกรรม: ลูกค้าเก่าที่ติดต่อ Support เพื่อถามหาสิ่งที่แพ็กเกจเดิมทำไม่ได้ หรือสนใจอยากเป็นพาร์ทเนอร์

  • ตัวอย่าง: ผู้ใช้ Spotify Free แจ้งปัญหาเรื่องโฆษณาคั่นและสอบถามเรื่อง Premium กับเจ้าหน้าที่

  • ใครดูแล: Customer Success Team เป็นผู้ส่งต่อโอกาสนี้ให้ฝ่ายขายเพื่อขยับยอดจากลูกค้าเดิม


Customer Journey & Lifecycle Stages: รู้เขารู้เรา รุกให้ถูกจังหวะ

Customer Journey & Lifecycle Stages: รู้เขารู้เรา รุกให้ถูกจังหวะ

📍การเข้าใจ ลูกค้า "พร้อมระดับไหน" เพื่อที่เราจะได้เลือกบทสนทนาได้ถูกกาละเทศะ เพราะความผิดพลาดคือการพยายาม "ปิดการขาย" ตั้งแต่ครั้งแรกที่เพิ่งรู้จัก

  1. Stranger (คนแปลกหน้า) → คนที่ไม่รู้จักแบรนด์เรามาก่อน

  2. Visitor (ผู้เยี่ยมชม) → เข้ามาดูเว็บไซต์หรือเพจ แต่ยังเป็นแค่ "Traffic"

  3. Subscriber (ผู้ติดตาม) → ยอมให้ Email/Contact เพื่อรับข่าวสาร (เน้นเสพคอนเทนต์ ยังไม่คิดซื้อ)

  4. Lead / MQL (ว่าที่ลูกค้า) → แสดงความสนใจสินค้า โหลดข้อมูลเชิงลึก เริ่มมีแววเป็นลูกค้า

  5. SQL (Sales Qualified Lead) → "พร้อมคุย" ผ่านเกณฑ์คัดกรองแล้วว่ามีโอกาสซื้อสูง ส่งต่อให้เซลส์

  6. Opportunity (โอกาสขาย) → อยู่ในกระบวนการเจรจา มีการเปิด Deal หรือส่งใบเสนอราคาแล้ว

  7. Customer (ลูกค้า) → จ่ายเงินซื้อสินค้า ปิดการขายสำเร็จ ✅

  8. Evangelist (สาวก) → ลูกค้าชั้นดีที่รักแบรนด์จนบอกต่อให้คนอื่นมาซื้อตาม (Word of Mouth)


Lead Scoring: วิธีให้คะแนน Lead

Lead Scoring: วิธีให้คะแนน Lead

Lead Scoring คือระบบการจัดลำดับความสำคัญของ Lead ด้วยตัวเลข เพื่อช่วยแก้ปัญหา "เซลส์เสียเวลาคุยกับคนที่ไม่ซื้อ" หลักการคือการให้คะแนนตามพฤติกรรมและข้อมูลส่วนตัว เพื่อกรองเอาเฉพาะ Quality Leads ส่งให้ฝ่ายขายปิดจ็อบครับ

เกณฑ์การให้คะแนน 3 มิติ (Scoring Criteria) ระบบที่ดีต้องวัดทั้ง "ความเหมาะสม" และ "ความสนใจ" ดังนี้:

  • A. Demographic (ข้อมูลประชากร): วัดว่า "เขาเหมาะกับเราไหม?"

    • ตำแหน่งงานตรงกลุ่มเป้าหมาย (Decision Maker) = +10 คะแนน

    • ขนาดบริษัทหรือรายได้เหมาะสม = +10 คะแนน

    • อยู่ในพื้นที่ให้บริการ = +5 คะแนน

  • B. Behavioral (พฤติกรรมเชิงลึก): วัดว่า "เขาสนใจจริงไหม?" (ส่วนนี้สำคัญที่สุด)

    • เข้าชมหน้า "ราคา" (Pricing Page) = +20 คะแนน (สัญญาณซื้อชัดเจน)

    • เข้าร่วม Webinar จนจบ = +25 คะแนน

    • ขอใบเสนอราคา = +50 คะแนน (High Intent)

  • C. Engagement (การมีส่วนร่วม): วัดความ "แอคทีฟ"

    • เปิดอีเมล = +5 คะแนน / คลิกลิงก์ในอีเมล = +10 คะแนน

    • กลับมาเข้าเว็บซ้ำหลายรอบ = +15 คะแนน



9 กลยุทธ์หา Leads ให้ได้ผลจริง

Content Marketing 

หยุดขายตรงๆ แต่ให้เน้น "แก้ปัญหา" ให้ลูกค้าแทน

  • Blogs: เขียนบทความที่ตอบสิ่งที่ลูกค้าสงสัย เช่น ร้านกล้องเขียนเรื่อง "5 เทคนิคถ่าย Portrait ให้แฟนปลื้ม"

  • Video: ทำคลิป How-to หรือรีวิวสินค้า (คนชอบดูมากกว่าอ่าน)

  • Infographic: ย่อยข้อมูลยากๆ ให้เป็นภาพ เข้าใจง่าย แชร์ต่อง่าย

Lead Magnets

กุญแจสำคัญคือ "ของฟรีต้องมีคุณภาพสูง" จนลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่จะแลกเบอร์โทรหรืออีเมล

  • E-book/Whitepaper: แจกคู่มือเจาะลึกเฉพาะทาง

  • Checklist/Template: แจกไฟล์พร้อมใช้งาน เช่น "ตารางวางแผนคอนเทนต์รายเดือน"

  • Free Trial: ให้ลองใช้ฟรี 7-14 วัน (เหมาะกับ Software/App)

  • Discount Coupon: คูปองส่วนลดสำหรับลูกค้าใหม่ (แลกไลน์หรือเมล)

Landing Page

หน้าเพจที่ดีต้อง "โฟกัสจุดเดียว" ห้ามมีปุ่มให้กดออกไปหน้าอื่น

  • Short Form: ใช้แบบฟอร์มสั้น 3-5 ช่อง (ข้อมูลจาก HubSpot ระบุว่าฟอร์มที่ช่องน้อยลง ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้ชัดเจน)

  • Strong CTA: ปุ่มกดต้องเด่นและใช้คำกระตุ้น เช่น "ดาวน์โหลดฟรีทันที" (ดีกว่าคำว่า "ส่ง" เฉยๆ)

  • Social Proof: ใส่รีวิวหรือโลโก้ลูกค้าเก่า เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือ

Social Media & Lead Forms

ใช้แพลตฟอร์มให้ถูกจริตกลุ่มเป้าหมาย

  • Facebook/Instagram Lead Ads: ใช้ฟอร์มติดมากับโฆษณา (Native Form) ลูกค้ากดปุ๊บ ข้อมูลเด้งปั๊บโดยไม่ต้องออกจากแอป ลดการหลุด (Drop-off) ได้ดีเยี่ยม

  • LinkedIn: ขุมทรัพย์สำหรับธุรกิจ B2B (เจาะกลุ่มคนทำงาน/องค์กร)

  • LINE OA: ดึงคนแอดไลน์เพื่อบรอดแคสต์โปรโมชัน (Close Sale ง่ายเพราะคนไทยติดแชท)

SEO (ดักทางคนค้นหา)

ทำเว็บให้ติดหน้าแรก Google ใน Keyword ที่คนมีปัญหา

  • ตัวอย่าง: คนค้น "วิธีแก้ท่อตัน" -> เจอเว็บช่างซ่อม -> คลิกอ่านและโทรเรียกช่าง (Lead คุณภาพสูงเพราะมีความต้องการเดี๋ยวนั้น)

Email Marketing

เครื่องมือที่ ROI สูงที่สุด ใช้ดูแล Lead เก่าหรือคนที่เคยทิ้งเมลไว้ ส่ง Newsletter สม่ำเสมอเพื่อให้แบรนด์ยังอยู่ในสายตา (Top of Mind)

Paid Advertising (ทางลัดแบบจ่ายเงิน)

  • Google Ads: เจาะกลุ่มที่มีความต้องการซื้อสูง (High Intent)

  • Social Ads: ยิงแอดหาคนที่มีความสนใจตรงกับสินค้า (Interest Based)

Webinar & Events

การจัดสัมมนาออนไลน์ช่วยสร้าง Authority (ความเชี่ยวชาญ) ได้ดีมาก คนที่ยอมสละเวลามาฟัง 1 ชั่วโมง คือ Lead ที่มีความสนใจเข้มข้น (High Quality Lead)

Referral Program (เพื่อนแนะนำเพื่อน)

ใช้พลังของ Social Trust ให้ลูกค้าเก่าชวนเพื่อนมาซื้อ

  • ตัวอย่าง: "ชวนเพื่อนมาสมัคร รับส่วนลดทั้งคนชวนและคนถูกชวน 500 บาท"



ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ทำให้ Lead Generation "ล้มเหลว"

การหา Lead เข้ามาได้เยอะไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จ หากคุณยังติดกับดักเหล่านี้ นี่คือข้อผิดพลาดที่ธุรกิจส่วนใหญ่ทำพลาดและต้องรีบแก้ไขครับ

❌ 1. ดองเค็ม Lead (Slow Follow-up): อย่าเก็บ Lead ไว้ดูเล่น! ข้อมูลจาก Harvard Business Review ระบุชัดเจนว่า Lead มีอายุสั้นมาก หากปล่อยผ่านไป 48 ชั่วโมง ความสนใจจะลดฮวบ และโอกาสติดต่อติดจะหายไปกว่า 60% เพราะลูกค้าเปลี่ยนใจหรือหนีไปหาคู่แข่งที่ติดต่อเร็วกว่าแล้ว

❌ 2. ฟอร์มยาวเป็นหางว่าว (Too Many Fields): อย่าโลภถามข้อมูลเยอะเกินไปในครั้งแรก การมีช่องให้กรอกถึง 10 ช่องสร้างความยุ่งยาก (Friction) ให้ผู้ใช้งาน แนะนำให้ขอแค่ข้อมูลที่จำเป็น 3-5 ช่อง (เช่น ชื่อ, เบอร์, อีเมล) ก็เพียงพอแล้วสำหรับการติดต่อเบื้องต้น

❌ 3. หว่านแห ไม่แบ่งกลุ่ม (No Segmentation): การส่งอีเมลข้อความเดียวกันหาลูกค้าทุกคน (One size fits all) คือหายนะ เพราะความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การไม่แบ่ง Segment จะทำให้ลูกค้ามองว่าเป็น Spam และกด Unsubscribe ในที่สุด

❌ 4. ปริมาณสำคัญกว่าคุณภาพ (Quantity Trap): การดีใจที่ได้ Lead มา 1,000 คน แต่ไม่มีใครซื้อเลย คือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ให้โฟกัสที่ Quality Lead ที่มีแนวโน้มซื้อจริง ดีกว่าได้ตัวเลขเยอะแต่เป็นแค่คนที่มาเอาของฟรี

❌ 5.ปัญหาระหว่างทีม (Sales & Marketing Misalignment): คือ Marketing ส่ง Lead ไปแล้ว Sales ไม่ตามต่อ หรือ Sales บ่นว่า Lead ที่ส่งมาคุณภาพแย่ ทั้งสองทีมต้องคุยกันให้จบว่า "Lead แบบไหนที่พร้อมส่งต่อ" (Lead Handover)

❌ 6. ยังใช้ Excel เก็บข้อมูล (No CRM): ยุคนี้การเก็บข้อมูลลูกค้ากระจัดกระจายหลายไฟล์ ทำให้ข้อมูลตกหล่น ติดตามสถานะยาก และวิเคราะห์ผลไม่ได้ การไม่มีระบบ CRM กลาง ทำให้ธุรกิจขยายตัวไม่ได้



สรุป: ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ Leads?

ธุรกิจที่ค่าโฆษณา (Ad Cost) พุ่งสูงขึ้นทุกวัน การมัวแต่หา "ลูกค้าใหม่" ไปเรื่อยๆ ไม่เก็บข้อมูลรายชื่อไว้เลย คือการเผางบประมาณทิ้ง การให้ความสำคัญกับ Leads ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ประการ:

ในยุคที่ค่าโฆษณาพุ่งสูงขึ้น การหาลูกค้าใหม่ไปเรื่อยๆ โดยไม่เก็บข้อมูลคือการ "เผางบ" ทิ้งอย่างน่าเสียดาย การทำ Lead Generation จึงเป็นหัวใจสำคัญด้วยเหตุผล 4 ประการ:

  • 💰 ประหยัดต้นทุน: การขายให้คนที่สนใจอยู่แล้ว (Leads) มีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ถึง 5-10 เท่า (อ้างอิง: Invesp)

  • 📈 ปิดการขายง่ายขึ้น: การฟูมฟักความสัมพันธ์ช่วยเปลี่ยน "คนแปลกหน้า" ให้กลายเป็น "คนพร้อมจ่าย"

  • 🗂️ สร้างสินทรัพย์ข้อมูล: รายชื่อลูกค้าคือ Digital Asset ที่คุณเป็นเจ้าของเองอย่างแท้จริง ต่อให้แพลตฟอร์มโซเชียลจะเปลี่ยนไป คุณก็ยังมีช่องทางติดต่อลูกค้าได้เสมอ

  • 🎯 วัดผล ROI ได้แม่นยำ: ช่วยให้คุณรู้ชัดเจนว่าเงินโฆษณาที่จ่ายไป สร้างรายได้กลับมาคุ้มค่าหรือไม่ผ่านตัวเลขที่จับต้องได้


ME POWER Agency เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี ไม่เพียงแค่โดดเด่นเรื่องการยิงแอดในทุกแพลตฟอร์มทั้ง Facebook, Google และ TikTok Ads เท่านั้น แต่เรายังเชี่ยวชาญด้านการทำ SEO และการปั้น Content Marketing คุณภาพสูง

ทำไมต้องเลือกทำ Lead Generation กับ ME POWER Agency?

  • SEO ที่เน้นคุณภาพ: เราช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก Google ใน Keyword ที่ลูกค้า "ตั้งใจซื้อ" จริงๆ เพื่อดึงดูด High-Quality Leads เข้ามาอย่างต่อเนื่องแบบ Organic

  • Content Strategy: ทีมงานของเราวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึก เพื่อสร้างบทความและคอนเทนต์โฆษณาที่ดึงดูด (Hook) จนกลุ่มเป้าหมายยอมมอบข้อมูลติดต่อให้คุณ

  • กลยุทธ์ที่วัดผลได้: เราให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของงบประมาณ (ROI) โดยเน้นการเปลี่ยน Visitor ให้เป็น Lead และพัฒนาต่อจนปิดการขายได้จริง

  • ทีมงานมืออาชีพ: ด้วยประสบการณ์กว่าทศวรรษ เราเข้าใจบริบทของทุกธุรกิจ และพร้อมเป็นที่ปรึกษาที่ช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์เหนือกว่าคู่แข่ง

ให้การทำ Lead Generation ของคุณเป็นเรื่องง่ายและเห็นผลชัดเจน เริ่มต้นวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งไปกับเรา


 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page