top of page

สรุปฟีเจอร์ WhatsApp Business สุดปัง ช่วยธุรกิจรับลูกค้าต่างชาติ

  • 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที
สรุปฟีเจอร์ WhatsApp Business สุดปัง ช่วยธุรกิจรับลูกค้าต่างชาติ

Key Takeaway

  • แยกให้ออก จัดการให้ง่าย: เลิกใช้เบอร์ส่วนตัวคุยกับลูกค้าครับ! WhatsApp Business เกิดมาเพื่อช่วยคุณแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันเด็ดขาด แค่ใช้คนละเบอร์ ชีวิตการทำงานของแอดมินจะง่ายและเป็นระบบขึ้นเยอะเลยครับ


  • สร้างความน่าเชื่อถือด้วยโปรไฟล์ทางการ: Business Profile และ Catalog ไม่ใช่แค่ของประดับ แต่คือ "หน้าร้านออนไลน์" ที่ช่วยให้ลูกค้าต่างชาติเห็นปุ๊บ มั่นใจปั๊บ ว่ากำลังคุยกับแบรนด์ตัวจริงเสียงจริง


  • ให้ฟีเจอร์ช่วยทุ่นแรง: อย่าลืมเซ็ต Quick Replies และข้อความอัตโนมัติ ไว้เสมอนะครับ มันคือผู้ช่วยมือหนึ่งที่ทำให้คุณไม่เหนื่อยพิมพ์ซ้ำๆ และไม่พลาดทุกการติดต่อแม้ลูกค้าจะทักมาตอนตีสามก็ตาม


  • ปูทางเชื่อมต่อให้ง่ายที่สุด: ทำลิงก์ wa.me ไปแปะบนเว็บไซต์ หรือลองยิงแอด Facebook แบบ Click-to-WhatsApp ดูครับ ยิ่งลูกค้าติดต่อเราง่ายเท่าไหร่ โอกาสที่เขาจะหนีไปหาคู่แข่งก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น


  • เป็นคู่หู ไม่ใช่คู่แข่งกับ LINE OA: ไม่ต้องลังเลครับว่าจะเลือกแอปไหนดี สำหรับตลาดไทย การมี LINE OA ไว้รับลูกค้าไทย และมี WhatsApp ไว้ต้อนรับลูกค้าต่างชาติ คือสูตรสำเร็จที่ช่วยอุดรอยรั่วทางธุรกิจได้ดีที่สุดครับ


WhatsApp Business คืออะไร ใช้ยังไงให้ได้ลูกค้าต่างชาติ

เวลายิงแอดหรือทำคอนเทนต์ออกไปแล้วมีลูกค้าชาวต่างชาติทัก WhatsApp เข้ามาถามบริการ แต่เราก็ใช้เบอร์ส่วนตัวตอบไปตอบมา จนแชทเรื่องงานกับแชทเพื่อนปนกันมั่วไปหมด แถมบางทียังเผลอตอบตกหล่นอีกต่างหาก


ปัญหานี้แก้ได้ง่ายนิดเดียว บทความนี้ผมจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ WhatsApp Business ตั้งแต่ปูพื้นฐาน ไปจนถึงการงัดฟีเจอร์เด็ดๆ มาใช้จัดระบบหลังบ้านให้เป๊ะปังและปิดการขายได้ง่ายขึ้นครับ


WhatsApp Business คืออะไร?

พูดง่ายๆ คือแอปพลิเคชันจาก Meta ที่ออกแบบมาเพื่อคนทำธุรกิจโดยเฉพาะ ช่วยให้เราแยกแชทส่วนตัวกับแชทลูกค้าออกจากกันได้อย่างชัดเจน มาพร้อมเครื่องมือช่วยขายครบครัน เช่น การสร้างโปรไฟล์ร้านค้า การแสดงแคตตาล็อกสินค้า และระบบข้อความตอบกลับอัตโนมัติ


WhatsApp Business คืออะไร ต่างจาก WhatsApp ทั่วไปอย่างไร

เมื่อปี 2018 ทาง Meta (หรือ Facebook ในตอนนั้น) เล็งเห็นว่าเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มใช้ WhatsApp คุยกับลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่การใช้ต้วแอปพลิเคชันเวอร์ชันปกตินั้นค่อนข้างจัดการยากและขาดความน่าเชื่อถือ จึงได้ปล่อยแอปพลิเคชันเวอร์ชันธุรกิจตัวนี้ออกมา เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายหลักคือ "การแยกเรื่องงานออกจากชีวิตส่วนตัว" และเพิ่มความเป็นมืออาชีพให้แบรนด์ครับ


เปรียบเทียบฟีเจอร์: WhatsApp ปกติ VS WhatsApp Business

ถ้ามองแค่หน้าตาแอปเผินๆ อาจจะดูคล้ายกันมาก แต่ฟีเจอร์ข้างในต่างกันชัดเจนเลยครับ:


  • WhatsApp Messenger (แอปส่วนตัว): มีไว้คุยเล่น แชทกลุ่ม โทรวิดีโอคอล ตั้งสเตตัสทั่วไป


  • WhatsApp Business (แอปธุรกิจ): ทำได้ทุกอย่างเหมือนแอปส่วนตัว แต่มี "เครื่องมือธุรกิจ เพิ่มเข้ามาแบบจัดเต็ม เช่น


  • โปรไฟล์ธุรกิจ (Business Profile): ใส่เวลาทำการ เว็บไซต์ แผนที่ และหมวดหมู่ธุรกิจได้


  • แคตตาล็อก (Catalog): โชว์สินค้าหรือบริการพร้อมราคาได้เลย


  • ป้ายกำกับ (Labels): ติดแท็กแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ เช่น "ลูกค้าใหม่", "รอชำระเงิน", "ปิดการขายแล้ว"


ทำไมธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลูกค้าต่างชาติ) ควรใช้ WhatsApp Business

ทำไมลูกค้าต่างชาติถึงไม่ค่อยชอบใช้แอปเดียวกับของเรา? นั่นก็เพราะในหลายประเทศ WhatsApp คือแอปพลิเคชันพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีติดเครื่องครับ การมี WhatsApp Business จึงเป็นการเปิดประตูต้อนรับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ


เข้าถึงลูกค้าต่างชาติ นักท่องเที่ยว และคู่ค้า B2B ต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

บอกเลยว่าถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือกลุ่ม Expat นักท่องเที่ยว หรือคู่ค้าทางธุรกิจจากต่างประเทศ แอปนี้คือช่องทางแรกที่พวกเขาจะมองหาครับ มันช่วยให้ลูกค้ารู้สึกคุ้นเคย สะดวกใจ และกล้าที่จะทักเข้ามาสอบถามข้อมูลมากกว่าการต้องไปโหลดแอปพลิเคชันใหม่ที่เขาไม่เคยใช้งาน


ลดขั้นตอนการติดต่อ เทียบกับการกรอกฟอร์มบนเว็บไซต์

ลองนึกภาพตามนะครับ เวลาลูกค้าอยากถามรายละเอียดเพิ่มเติม การต้องมากรอกแบบฟอร์มบนหน้าเว็บ แล้วรออีเมลตอบกลับ มันใช้เวลานานและอาจทำให้ความสนใจลดลง แต่ถ้าคุณมีปุ่มให้กดทัก WhatsApp ได้เลย มันจะช่วยตัดความยุ่งยากออกไป ทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ในจังหวะที่เขากำลังสนใจพอดีครับ


สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจด้วยโปรไฟล์ทางการ

การใช้แอปเวอร์ชัน Business จะมีส่วนที่เรียกว่า Business Profile ให้เราใส่รายละเอียดได้ครบถ้วน ทั้งโลโก้ แผนที่ตั้ง เว็บไซต์ และเวลาทำการ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยกระดับแบรนด์ให้ดูเป็นมืออาชีพ ลูกค้าเห็นปุ๊บก็มั่นใจได้ทันทีว่ากำลังคุยกับตัวแทนธุรกิจจริงๆ


วิธีสมัครและตั้งค่า WhatsApp Business เบื้องต้นสำหรับมือใหม่

ไม่ต้องกังวลไปครับ ขั้นตอนการตั้งค่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เรามาดูวิธีทำทีละสเต็ปกันเลยดีกว่า


ขั้นตอนดาวน์โหลดและลงทะเบียนด้วยเบอร์โทรศัพท์

เริ่มจากดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน WhatsApp Business (ใช้งานได้ฟรีทั้งระบบ iOS และ Android) เมื่อเปิดแอปขึ้นมา ระบบจะให้เรากรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP 6 หลักผ่านทาง SMS พอยืนยันตัวตนเสร็จก็พร้อมใช้งานได้เลยครับ


การตั้งค่าโปรไฟล์ธุรกิจให้ครบ

จุดนี้สำคัญมากครับ! ผมแนะนำให้กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนที่สุด ตั้งแต่ชื่อแบรนด์ (ต้องตรวจทานให้ดีนะครับ เพราะการขอเปลี่ยนชื่อทีหลังอาจมีขั้นตอนยุ่งยาก) โลโก้ ที่อยู่ เวลาทำการ และหมวดหมู่ธุรกิจ ข้อมูลในส่วนนี้เปรียบเสมือนหน้าร้านออนไลน์ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าครับ


ใช้เบอร์เดิมกับ WhatsApp ส่วนตัวได้ไหม?

นี่คือคำถามยอดฮิตเลยครับ คำตอบคือ "ไม่ได้ครับ" 1 เบอร์โทรศัพท์ จะสามารถผูกกับแอปได้แค่ 1 เวอร์ชันเท่านั้น (ต้องเลือกว่าจะเป็นเวอร์ชันส่วนตัว หรือเวอร์ชันธุรกิจ) หากคุณนำเบอร์ส่วนตัวที่ใช้อยู่มากดสมัคร Business ข้อมูลการแชททั้งหมดจะถูกย้ายมาที่แอปธุรกิจทันที วิธีที่ดีที่สุดคือการเปิดซิมใหม่ หรือใช้เบอร์ของออฟฟิศแยกไปเลย จะช่วยให้บริหารจัดการได้ง่ายที่สุดครับ


ฟีเจอร์เด่นของ WhatsApp Business ที่ต้องรู้จักและใช้ให้เป็นประโยชน์

ฟีเจอร์เด่นของ WhatsApp Business ที่ต้องรู้จักและใช้ให้เป็นประโยชน์

พอเราตั้งค่าโปรไฟล์ร้านเสร็จแล้ว คราวนี้มาดู "ของเล่น" หรือฟีเจอร์เด็ดๆ ที่แอปนี้เตรียมไว้ให้กันครับ บอกเลยว่าถ้าใช้เป็น จะช่วยผ่อนแรงแอดมินไปได้เยอะมาก เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวมาคอยจัดการหลังบ้านให้เลยครับ


ข้อความต้อนรับอัตโนมัติ และข้อความนอกเวลาทำการ

เคยไหมครับ? ลูกค้าทักมาตอนตีสองตีสาม พอไม่มีคนตอบก็หนีไปหาร้านอื่น ฟีเจอร์ Away Message จะช่วยส่งข้อความกลับไปทันทีว่า ตอนนี้อยู่นอกเวลาทำการนะ เราจะรีบตอบกลับให้เร็วที่สุดเมื่อเปิดร้าน ส่วน Greeting Message ก็เอาไว้ทักทายลูกค้าใหม่ที่เพิ่งทักมาครั้งแรก ช่วยสร้างความประทับใจตั้งแต่ด่านแรกเลยครับ


ข้อความด่วน สำหรับคำถามที่พบบ่อย

ฟีเจอร์นี้ผมขีดเส้นใต้หนาๆ ให้เลยครับ! เป็นการเซฟข้อความที่เราต้องพิมพ์ตอบบ่อยๆ เก็บไว้ เวลาจะใช้ก็แค่พิมพ์สัญลักษณ์ทับ ( / ) ตามด้วยคีย์เวิร์ดสั้นๆ ข้อความยาวเหยียดที่เราเตรียมไว้ก็จะเด้งขึ้นมาให้กดส่งได้เลย ประหยัดเวลาพิมพ์ แถมยังลดความผิดพลาดในการให้ข้อมูลด้วยครับ


ป้ายกำกับ จัดหมวดหมู่สถานะลูกค้า

ใครที่แชทเยอะๆ แล้วชอบลืมว่าคนนี้คุยถึงไหนแล้ว ต้องใช้ป้ายกำกับครับ เราสามารถสร้างแท็กสีต่างๆ เพื่อแยกประเภทลูกค้าได้ เช่น "ลูกค้าใหม่", "รอโอนเงิน", "ส่งของแล้ว" พอเราจัดระเบียบแบบนี้ เวลาจะตามงานหรือบรอดแคสต์ข้อความ (Broadcast) ก็แค่เลือกตามสีป้ายกำกับ สะดวกสุดๆ ครับ


แคตตาล็อกสินค้า ตะกร้า และระบบสั่งซื้อในแอป

คุณสามารถอัปโหลดรูปภาพ ใส่ชื่อ รายละเอียด และราคาของสินค้าหรือบริการลงใน Catalog ได้เลย ลูกค้าสามารถกดดูและหยิบใส่ Cart (ตะกร้า) แล้วส่งเป็นออร์เดอร์สรุปยอดมาในแชทได้ทันทีครับ


สถิติการใช้งาน ดูยอดข้อความที่ส่ง-อ่าน-ตอบ

แอปจะมีหน้า Dashboard เล็กๆ ให้เราเข้าไปดูสถิติพื้นฐานได้ครับ ว่าข้อความที่เราส่งไปทั้งหมด มีคนได้รับกี่คน และเปิดอ่านกี่คน ซึ่งข้อมูลตรงนี้พอจะเอามาใช้วิเคราะห์เบื้องต้นได้ว่า การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพแค่ไหน


วิธีนำ WhatsApp Business ไปใช้บนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มยอดขาย

มีแอปพร้อมใช้งานแล้ว แต่ถ้าไม่มีใครรู้ก็คงไม่มีประโยชน์ใช่ไหมครับ? เราต้องเอาช่องทางนี้ไปเชื่อมต่อกับพื้นที่ออนไลน์อื่นๆ ของเราด้วย เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากดทักเข้ามาง่ายที่สุดครับ


วิธีสร้างลิงก์ wa.me และ QR Code สำหรับแปะบนเว็บไซต์ นามบัตร หรือหน้าร้าน

วิธีที่คลาสสิกและง่ายที่สุดคือการสร้าง Short Link ครับ โครงสร้างง่ายๆ คือ [https://wa.me/รห](https://wa.me/รหัสประเทศตามด้วยเบอร์โทร) (เช่น ของไทยก็ wa.me/6681xxxxxxx) คุณสามารถเอาลิงก์นี้ไปแปะตาม Bio ในโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้เลย นอกจากนี้ ในแอปยังมีฟีเจอร์สร้าง QR Code ให้คุณเซฟรูปไปปรินต์แปะหน้าร้าน หรือใส่นามบัตรให้ลูกค้าสแกนทักแชทได้ทันทีด้วยครับ


การวางปุ่ม "Chat on WhatsApp" บนหน้าเว็บไซต์หรือ Landing Page

ถ้าธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง การติด Widget หรือปุ่มแชท WhatsApp ไว้ที่มุมจอ (มักจะอยู่มุมขวาล่าง) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ เมื่อลูกค้าอ่านรายละเอียดบริการแล้วเกิดความสนใจ เขาสามารถกดปุ่มนี้แล้วระบบจะเด้งสลับไปที่หน้าแชทบนมือถือของเขาทันที ช่วยลดรอยต่อในการติดต่อได้อย่างแนบเนียนครับ


การเชื่อมกับโฆษณา Click-to-WhatsApp Ads บน Facebook/Instagram

อันนี้คือไม้ตายสำหรับการหาลูกค้าใหม่เลยครับ เวลาเรายิงแอดบนระบบของ Meta (Facebook & IG) เราสามารถเลือก Objective ให้ปุ่ม Call-to-action เป็นคำว่า "Send WhatsApp Message" ได้เลย พอลูกค้าเห็นโฆษณาแล้วกดปุ่ม มันจะพาเข้าแอป WhatsApp ของลูกค้าพร้อมขึ้นข้อความทักทายที่เราตั้งไว้ล่วงหน้า ให้เขากดส่งหาเราได้ง่ายๆ ครับ


บัญชีธุรกิจที่ยืนยันVerified และเครื่องหมายถูกสีเขียว คืออะไร

เคยสังเกตไหมครับว่าบางแบรนด์ดังๆ เวลามีแชทเด้งมาหาเรา จะมี "เครื่องหมายถูกสีเขียว" อยู่หลังชื่อแบรนด์ สิ่งนี้แหละครับที่เรียกว่าบัญชีที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือได้แบบก้าวกระโดด


ความแตกต่างระหว่าง Business Account กับ Official Business Account

  • Business Account ทั่วไป: คือบัญชีธุรกิจปกติที่เราโหลดแอปมาสมัครใช้งานทั่วไป


  • Official Business Account: คือบัญชีที่มีเครื่องหมายถูกสีเขียว ซึ่ง "ไม่สามารถจ่ายเงินซื้อได้" นะครับ ธุรกิจที่จะได้ตรานี้ ต้องผ่านการตรวจสอบจาก WhatsApp ว่าเป็นแบรนด์ที่มีตัวตนจริง และ "เป็นที่รู้จักในวงกว้าง" (Notable) โดยมักจะต้องมีหลักฐานอ้างอิง เช่น การถูกพูดถึงในสำนักข่าวชื่อดัง บล็อก หรือเว็บไซต์รีวิวจากบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือครับ


วิธีสังเกตบัญชีปลอมและข้อควรระวังเรื่องมิจฉาชีพ

เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพตีเนียนเก่งมากครับ มักจะเซฟโลโก้แบรนด์มาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ แล้วทักไปหลอกลวงลูกค้า วิธีสังเกตง่ายๆ ที่เราควรสื่อสารให้ลูกค้ารู้คือ:


  1. บัญชีทางการที่เป็น Official จะมีเครื่องหมายถูกสีเขียวต่อท้ายชื่อเสมอ

  2. หากเป็นบัญชีธุรกิจทั่วไปแต่เป็นของจริง เมื่อกดดูที่ Profile จะต้องมีข้อมูลเว็บไซต์และที่อยู่ชัดเจนตรงกับหน้าเพจหลัก

  3. ระวังเบอร์แปลกจากต่างประเทศที่ทักมาพร้อมข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง หากไม่แน่ใจให้ลูกค้าติดต่อผ่านปุ่ม WhatsApp บนหน้าเว็บไซต์หลัก (Official Website) ของเราเท่านั้นครับ


ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอตอนใช้ WhatsApp Business และวิธีแก้

การเริ่มต้นใช้เครื่องมือใหม่ๆ มักจะมีจุดที่เราเผลอทำพลาดกันได้เสมอครับ บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะผมรวมข้อผิดพลาดคลาสสิกที่มือใหม่มักจะเจอ พร้อมวิธีแก้ให้คุณแล้วครับ


ใช้เบอร์เดียวกับบัญชีส่วนตัวจนข้อมูลลูกค้าปนกับเพื่อน/ครอบครัว

หลายคนคิดว่าโหลดแอป Business มาปุ๊บก็เอาเบอร์ส่วนตัวที่ใช้อยู่กรอกลงไปได้เลย ผลคือระบบจะดูดแชทส่วนตัวทั้งหมดไปรวมอยู่ในแอปธุรกิจทันทีครับ! คราวนี้แชทเพื่อน แชทครอบครัว แชทลูกค้า ไหลรวมกันจนแยกไม่ออก


วิธีแก้: ตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลมด้วยการเปิดซิมใหม่ หรือใช้เบอร์ส่วนกลางของออฟฟิศไปเลยครับ การแยกเบอร์จะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นมาก และไม่ปวดหัวตอนต้องส่งมอบหน้าที่ให้แอดมินคนอื่นดูแลต่อ


ไม่ตั้งข้อความอัตโนมัตินอกเวลาทำการจนลูกค้าหลุดไปคู่แข่ง

ข้อนี้สำคัญมากโดยเฉพาะธุรกิจที่มีลูกค้าต่างชาติที่อยู่คนละไทม์โซนครับ เคยไหมครับ? ลูกค้าทักมาตอนเรานอนหลับ พอเขาเห็นว่าไม่มีคนตอบ หรือไม่รู้ว่าร้านเปิดกี่โมง เขาก็หนีไปทักร้านอื่นแทน


วิธีแก้: เข้าไปตั้งค่า Away Message ให้เรียบร้อย ระบุให้ชัดเจนว่าตอนนี้อยู่นอกเวลาทำการ ร้านเปิดอีกทีตอนไหน และเราจะรีบตอบกลับให้เร็วที่สุด การมีข้อความตอบกลับทันทีจะช่วยรักษาระดับความสนใจของลูกค้าไว้ได้ครับ


ส่งบรอดแคสต์เกินขีดจำกัดจนบัญชีถูกจำกัดการใช้งานชั่วคราว

แอปฟรีมีลิมิตการส่งบรอดแคสต์อยู่ที่ 256 รายชื่อต่อลิสต์ และที่สำคัญคือ "ลูกค้าต้องเมมเบอร์เราไว้ในเครื่องเขาด้วย" ข้อความถึงจะส่งไปถึงครับ หลายคนพยายามใช้โปรแกรมเถื่อนดึงข้อมูลเพื่อส่งข้อความทีละเยอะๆ หรือส่งโฆษณาถี่ยิบใส่ลูกค้าที่เพิ่งทักมาแค่คำว่า "Hi" ผลคือระบบของ Meta มองว่าเป็นสแปม และทำการบล็อกบัญชีชั่วคราวหรืออาจแบนถาวรได้เลย


วิธีแก้: ห้ามใช้โปรแกรมส่งข้อความเถื่อนเด็ดขาด และควรส่งโปรโมชันหาเฉพาะลูกค้าที่เคยตกลงรับข่าวสารหรือเมมเบอร์เราไว้เท่านั้น ถ้าฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น แนะนำให้ย้ายไปใช้ API จะปลอดภัยกว่าครับ


WhatsApp Business เทียบกับ LINE Official Account เลือกใช้ตัวไหนดีสำหรับธุรกิจไทย

WhatsApp Business เทียบกับ LINE Official Account เลือกใช้ตัวไหนดีสำหรับธุรกิจไทย

มาถึงคำถามยอดฮิตที่เจ้าของธุรกิจไทยถามกันเข้ามาเยอะมาก ว่าควรเลือกใช้แพลตฟอร์มไหนดี? คำตอบสั้นๆ คือ "ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าคุณคือใครครับ"


ฐานผู้ใช้งานในไทยกับต่างประเทศต่างกันอย่างไร

ในประเทศไทย LINE ครองแชมป์แบบทิ้งห่างเลยครับ สถิติล่าสุดระบุว่ามีผู้ใช้งาน LINE ในไทยสูงถึง 56 ล้านคน (คิดเป็นเกือบ 80% ของประชากรทั้งประเทศ) คนไทยใช้ LINE ทำทุกอย่างตั้งแต่คุยงานไปจนถึงช้อปปิ้ง ในขณะที่ WhatsApp แม้จะไม่ได้ป็อปปูลาร์ในหมู่คนไทยทั่วไป แต่กลับเป็นแอปแชทอันดับหนึ่งที่คนทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งยุโรป อเมริกา และกลุ่มประเทศในเอเชียบางส่วน นิยมใช้กันเป็นหลักครับ


กรณีที่ควรใช้สองแพลตฟอร์มควบคู่กันแทนการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าธุรกิจของคุณ (เช่น คลินิกความงาม อสังหาริมทรัพย์ หรือโรงแรม) มีกลุ่มเป้าหมายผสมกันทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ คุณ "จำเป็นต้องมีทั้งสองแพลตฟอร์ม" ครับ ไม่ควรเลือกทิ้งอันใดอันหนึ่ง การมี LINE OA ไว้ซัพพอร์ตลูกค้าชาวไทย และมี WhatsApp Business ไว้รองรับกลุ่ม Expat หรือนักท่องเที่ยว จะช่วยอุดรอยรั่วไม่ให้เสียโอกาสในการขายไปแม้แต่เคสเดียวครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ WhatsApp Business (FAQ)

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยบางอย่างอยู่ในใจใช่ไหมครับ? ไม่ต้องห่วงเลยครับ ผมได้รวบรวมคำถามยอดฮิตที่คนเพิ่งเริ่มต้นใช้งานมักจะถามกันบ่อยๆ มาไขข้อข้องใจให้เคลียร์กันไปเลยครับ


1. WhatsApp Business มีค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือไม่?

บอกเลยว่าสบายใจได้ครับ ตัวแอปพลิเคชันเปิดให้ดาวน์โหลดและตั้งค่าใช้งานได้ "ฟรี" ไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือนหรือค่าแรกเข้าใดๆ ทั้งสิ้น (ยกเว้นกรณีที่คุณขยับสเกลไปใช้ระบบ API หรือมีการยิงโฆษณา Click-to-WhatsApp อันนั้นถึงจะมีค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงครับ)

คำตอบคือ "ไม่ได้ครับ" 1 เบอร์โทรศัพท์สามารถเลือกผูกได้แค่ 1 บัญชีเท่านั้น หากคุณเอาเบอร์ส่วนตัวที่ใช้อยู่มากดสมัครฝั่ง Business ข้อมูลการแชททั้งหมดจะถูกดึงย้ายมาที่แอปธุรกิจทันที ทางแก้ที่เวิร์กที่สุดคือการใช้สมาร์ทโฟนแบบ 2 ซิม (Dual SIM) แล้วแยกเบอร์ส่วนตัวกับเบอร์ร้านให้อยู่คนละแอปในเครื่องเดียวกัน แบบนี้จัดการง่ายที่สุดครับ

ทำได้และควรทำอย่างยิ่งครับ! เนื่องจากทั้ง 3 แพลตฟอร์มนี้อยู่ภายใต้บ้านใหญ่อย่าง Meta เหมือนกัน คุณสามารถเข้าไปที่การตั้งค่า แล้วกดผูกบัญชี WhatsApp เข้ากับเพจ Facebook หรือหน้าโปรไฟล์ Instagram ของธุรกิจได้เลย พอลูกค้าเห็นคอนเทนต์น่าสนใจ ก็สามารถกดปุ่มทักแชทตรงมาหาเราได้ทันที ช่วยลดรอยต่อในการสั่งซื้อได้ดีมากครับ

สำหรับแอปพลิเคชันเวอร์ชันฟรี คุณสามารถล็อกอินใช้งานพร้อมกันได้สูงสุด "5 อุปกรณ์" ครับ โดยระบบจะบังคับให้มีโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องหลัก 1 เครื่อง และสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ (เช่น คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตผ่าน WhatsApp Web) ได้อีก 4 เครื่อง ซึ่งจำนวนเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ให้ทีมแอดมินช่วยกันตอบแล้วครับ

สำหรับบริบทของตลาดในประเทศไทย ผมเชียร์ให้ใช้ "ควบคู่กัน" ครับ เพราะ LINE OA คือช่องทางหลักที่ลูกค้าคนไทยคุ้นเคยที่สุด แต่ถ้าคลินิกหรือร้านของคุณมีฐานลูกค้าชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว หรือ Expat การมีช่องทางนี้เตรียมไว้ จะช่วยทลายกำแพงในการติดต่อสื่อสาร ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้กล้าทักหาเรามากขึ้นครับ


 
 
IMG_3628.JPG

ME POWER Digital Agency

สร้างปรากฏการณ์ให้กับคลินิกของคุณ! ปั้นแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลสุดล้ำ

Logo  Line
bottom of page