top of page

พบ 201 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา

  • อัปเดต! 5 หนังสือที่นักการตลาดไม่ควรพลาด มีอะไรบ้าง

    ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความรู้ด้านการตลาด ความรู้ด้านเทคนิค ความรู้ด้านจิตวิทยา ความรู้ด้านการต่อยอดธุรกิจ หรือด้านอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อไม่ให้ล่าช้าเกินกว่าคู่แข่ง ไม่เช่นนั้นคุณอาจพลาดท่าให้กับพวกเขาได้ ดังนั้นคุณควรมีการอัปเดตข้อมูลหรือเทรนด์ที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ  5 หนังสือที่นักการตลาดไม่ควรพลาด 1 On Strategic Marketing  Harvard Business Review ก่อนประสบความสำเร็จต้องมีขุมทรัพย์ด้านความรู้เสียก่อน โดยหนังสือเล่มนี้จะอธิบายกลไกของการตลาด รวมถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะพาคุณเปิดมุมมองใหม่ๆ เช่น พฤติกรรมของลูกค้า การคาดเดาความต้องการในอนาคต การสร้างแบรนด์ในยุคปัจจุบัน หรือการทำโฆษณาโดยใช้หลักจิตวิทยาเพื่อดึงดูดใจ โดยไม่ต้องทุ่มเงินไปกับการสร้าง Awareness อย่างเดียว หนังสือเล่มนี้เป็นประสบการณ์ของเจ้าของธุรกิจที่จะบอกเล่าเรื่องราวสู่การประสบผลสำเร็จ 2 This is Marketing You Can’t Be Seen Until You Learn to See หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาช่องทางการทำการตลาดแบบครอบคลุม หนังสือเล่มนี้จะนำเสนอเนื้อหาที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น วิธีการสังเกตพฤติกรรม เทคนิคการขายแบบมืออาชีพ วิธีการการโฆษณาแบบจูงใจ การสร้างความไว้วางใจต่อแบรนด์ พร้อมตัวอย่างสถานการณ์ที่น่าสนใจ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่สำคัญในด้านการตลาดอีกมากมาย ซึ่งเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีความกระชับ เข้าใจง่าย ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นยังไงก็สามารถนำไปปรับใช้จริงได้หมดเลย 3 Data Thinking ทำธุรกิจให้รุ่ง ยอดขายพุ่งด้วยดาต้า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจ SME ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะพาคุณเปิดมุมมองความสำคัญของ Data วิธีการดึง Data วิธีดูข้อมูลหลังบ้าน วิธีดูกลุ่มลูกค้าและคู่แข่งของคุณ วิธีการเก็บข้อมูลจากสถิติทีที่จะช่วยให้สามารถนำข้อมูลที่ได้มาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดลูกค้าได้ หนังสือเล่มนี้มีการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับฐานข้อมูลได้อย่างละเอียด ซึ่งช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น 4 Instagram Rules, The Essential Guide to Building Brands แอพลิเคชันสามารถช่วยในการทำการตลาดได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนล้วนเสพสื่อบนมือถือกันแทบทุกคน เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วย 125 กฎย่อยในช่องการทางหาเงินและที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราวในการจัดการแบบมืออาชีพ เช่น การผลิตคอนเทนต์ การสร้างฐานลูกค้า เทคนิคที่สำคัญต่าง ๆ ที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ใช้งานและผู้ที่ประสบความสำเร็จจริงจากแพลตฟอร์ม Instagram หนังสือเล่มนี้มีความละเอียดเฉพาะด้านและอ่านเข้าใจง่าย 5 อินฟลูเอนเซอร์ พลังการขายให้ไม่เหมือนการขาย (Influence) ปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการกันมากขึ้น เพราะเป็นการขายที่ผ่านความบันเทิงและมีความน่าเชื่อถืออยู่ในเวลาเดียวกัน เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้คือ “พลังการขายให้ไม่เหมือนการขาย” ที่บอกให้ผู้อ่านได้รับรู้ความสำคัญของอินฟลูเอนเซอร์ วิธีการเลือกใช้ การเปลี่ยนแปลงการตลาด พร้อมทั้งตอบข้อสงสัยที่เกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกออนไลน์ไปในทิศทางไหนได้บ้าง เนื้อหาภายในหนังสือเข้าใจง่ายและมีการเรียบเรียงให้เห็นภาพ 5 ทริกการเลือกหนังสือสำหรับนักการตลาด   1 เลือกให้ตรงกับความต้องการ กำหนดวัตถุประสงค์และพิจารณาตัวเองก่อนว่าอยากพัฒนาตัวเองในด้านไหน เช่น การสร้างแบนด์ การยิงโฆษณษ การสื่อสาร หรือการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อที่คุณจะได้เลือกหนังสือได้ง่ายและแม่นยำขึ้น  2 มีการอัปเดตตามเทรนด์ปัจจุบัน เรื่องการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นควรเลือกหนังสือการตลาดที่เขียนใกล้เคียงกับปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อให้เนื้อหามีการอัปเดตตามทันต่อเทคโนโลยี หรือเทรนด์ปัจจุบันล่าสุด 3 ดูชื่อผู้เขียนและความน่าเชื่อถือ ลองตรวจสอบดูเบื้องต้นว่าผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับด้านนั้น ๆ หรือมีชื่อเสียงและประสบการณ์ในมุมมองเชิงลึกที่เป็นเคสสตัสดี้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่  4 อ่านรีวิวจากหลากหลายแหล่ง ลองอ่านดูรีวิวหรือความคิดเห็นจากผู้อ่านคนอื่น ๆ ผ่าน Amazon, Goodreads โซเชียลมีเดีย หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ เพื่อเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย ก็จะช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น   5 เลือกซื้อให้หลากหลายแนว  นอกจากหนังสือด้านการตลาด ควรเลือกหนังสือด้านจิตวิทยาผู้บริโภค พฤติกรรมของลูกค้า แนวโน้มของเศรษฐกิจ การพัฒนาธุรกิจ ก็จะช่วยเพิ่มมุมมองให้กว้างขึ้นและเติมเต็มทักษะได้อย่างรอบด้าน

  • รวม 7 จิตวิทยาการตลาด ยอดขายพุ่ง แบบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

    การตลาดจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งการทำการตลาดสามารถทำได้ตามความเชี่ยวชาญและงบประมาณที่มี แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าจิตวิทยาการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้โดยไม่ต้องซื้อโฆษณาและไม่ต้องเสียเวลาไปอบรมที่ไหน ซึ่งคุณจะได้รู้เคล็ดลับการดำเนินธุรกิจด้วยหลักจิตวิทยาการตลาดให้ประสบความสำเร็จจากบทความข้างล่างนี้ จิตวิทยาการตลาดคืออะไร  จิตวิทยาการตลาด หรือ (Marketing Psychology) คือ การใช้แนวคิดหรือทฤษฎีในการทำความเข้าใจพฤติกรรม ความรู้สึก หรือแรงจูงใจของลูกค้า เพื่อนำมาปรับเปลี่ยน กลยุทธ์การตลาด ให้มีประสิทธิภาพและสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจิตวิทยาเป็นการหยั่งรู้กระบวนการตัดสินใจซื้อ เช่น การรับรู้ การจดจำ การประมวลผล และอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมา เป็นต้น  หลังจากนั้นก็สามารถกำหนดการขายสินค้า การสื่อสาร หรือการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งถือเป็นวิธีที่สอดคล้องกับความต้องการทางจิตวิทยาของลูกค้ามากยิ่งขึ้น  เหตุผลที่จิตวิทยามีความสำคัญต่อการตลาดในยุคปัจจุบัน การตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ การใช้จิตวิทยาจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ ซึ่งการใช้จิตวิทยาการตลาดสามารถสร้างความประทับใจและสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ การตั้งราคา การเลือกใช้ภาษา หรือการจัดวางสินค้าให้เหมาะกับการรับรู้ของ มนุษย์ โดยรวมถือว่าจิตวิทยาการตลาดเป็นตัวช่วยในการเข้าใจลูกค้าและนำไปสู่การสร้างกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง  ประโยชน์ของการทำ Marketing Psychology การใช้หลักจิตวิทยาการตลาดเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่เห็นผลได้รวดเร็วมากโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ แอดโฆษณา ให้สิ้นเปลือง และในขณะเดียวกันกลับได้ผลดีไม่ต่างกันดังนี้  ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและเพิ่มยอดขายได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการตั้งราคาและ โปรโมชั่น สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในแบรนด์ ช่วยปรับปรุงการบริการให้ตรงความต้องการ ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า 7 จิตวิทยาการตลาดช่วยสร้างยอดขาย  1  ใช้ความขาดแคลน Scarcity การเสนอสิทธิพิเศษในเวลาจำกัดสามารถสร้างแรงกดดันเชิงบวกและช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น เช่น ลด 40% ภายใน 3 ชั่วโมง หรือ สินค้ามีแค่ 10 ชิ้นหมดแล้วหมดเลย  2  ใช้หลักการของราคา Price Framing ใช้การเปรียบเทียบราคาโดยการแสดงราคาปกติและราคาพิเศษให้อยู่ข้าง ๆ กัน หรือการตั้งราคาแบบ Charm Pricing เช่น 999 บาท แทนที่จะเป็น 1000 จะช่วยให้รู้สึกถึงความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก 3  ใช้หลักฐานทางสังคม Social Proof สร้างความน่าเชื่อถือจากยอดผู้ติดตาม รีวิวหรือคำแนะนำจากลูกค้าคนอื่นที่เคยเข้ามาใช้บริการ ก็จะช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจใช้บริการแบรนด์ของคุณง่ายขึ้น  4 สร้างความคุ้นเคย Familiarity  การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการสร้างความคุ้นเคยด้วยการสื่อสารอย่างจริงใจ ใช้ภาษาที่เป็นมิตร อธิบายสินค้าอย่างตรงไปตรงมา ช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ง่ายและเกิดความคุ้นเคย 5 สื่อสารคุณค่าอย่างชัดเจน Value Proposition Clarity บอกเล่าคุณค่าที่จะได้รับอย่างชัดเจนเพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ พร้อมกับอธิบายว่าสินค้าหรือบริการช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง จะสามารถดึงดูดใจลูกค้ามากกว่าการบอกคุณสมบัติอย่างเดียว  6 สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ Customer Experience สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำด้วยการดูแลที่สะดวก รวดเร็ว ชำระเงินได้ง่าย เพื่อลดการลังเลใจของลูกค้า มีการดูแลหลังการขายเพื่อสร้างความพึงพอใจและกระตุ้นให้กลับมาใช้บริการซ้ำ  7 กระตุ้นด้วยโปรแกรมสะสมแต้ม Loyalty Program โปรแกรมสะสมแต้มหรือบัตรสมาชิกทำให้ลูกค้าอยากมาใช้บริการบ่อยขึ้นและสามารถสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังทำให้พวกเขารู้สึกได้รับสิทธิพิเศษกว่าใคร ๆ

  • เปิดเรท งานจ้างอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทย

    การทำการตลาดผ่านการจ้าง Influencer เป็นในหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ต่าง ๆ โดยเรทค่าจ้างจะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งบทความนี้จะทำให้คุณรู้เรทราคาการจ้าง Influencer Marketing   แต่ละประเภทและแนวทางเลือกให้คุ้มค่ากับงบประมาณ เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางแผนแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด influencer สำคัญกับการตลาดยังไง  Influencer มีความสำคัญต่อธุรกิจและการตลาด เพราะพวกเขามีผลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งแบรนด์คลินิกเสริมความงามสามารถใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นสื่อกลางในการสื่อสารผลิตภัณฑ์หรือบริการของสินค้าได้อย่างธรรมชาติ และช่วยให้เกิดการรับรู้และทำให้เกิดความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย  นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือเนื่องจากผู้ใช้บริการมักให้ความไว้วางใจในคำแนะนำของบุคคลที่ชื่นชอบมากกว่าการโฆษณาแบบเดิม ๆ ดังนั้นการรีวิวหรือการแนะนำผ่านอินฟลูเอนเซอร์จึงสามารถกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และยอดขายของคลินิกได้อย่างรวดเร็ว  ประเภทของการจ้าง Influencer  ประเภทของการจ้าง Influencer Marketing สามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตามในแพลตฟอร์มเป็นหลัก ดังนี้  ประเภท Nano influencer คือ มีผู้ติดตามตั้งแต่ 1,000 - 10,000 คน ประเภท Micro influencer คือ มีผู้ติดตามตั้งแต่ 10,001 - 100,000 คน ประเภท Macro influencer คือ มีผู้ติดตามตั้งแต่ 100,001 - 1,000,000 คน ประเภท Mega influencer คือ มีผู้ติดตามตั้งแต่ 1,000,000 คนขึ้นไป เปิดเรทงานจ้าง influencer แต่ละแพลตฟอร์ม เรทงานการจ้าง influencer แต่ละคนจะมีเรทแตกต่างกันเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น แพลตฟอร์ม เกณฑ์การวัดผล จำนวนผู้ติดตาม คอนเทนต์ ประเภทสินค้า หรือประเภทธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดคร่าว ๆ ได้  Influencer TikTok Nano influencer ประมาณ 190 - 930 บาท Micro influencer ประมาณ 930 - 46,300 บาท Macro influencer ประมาณ 46,300 - 92,500 บาท Mega influencer ประมาณ 92,500 บาทขึ้นไป Influencer Facebook Nano influencer ประมาณ 920 - 9,250 บาท Micro influencer ประมาณ 9,250 - 462,500 บาท Macro influencer ประมาณ 462,500 - 925,000 บาท Mega influencer ประมาณ 925,000 บาทขึ้นไป Influencer Instagram Nano influencer ประมาณ 370 - 3,700 บาท Micro influencer ประมาณ 3,700 - 185,000 บาท Macro influencer  ประมาณ 185,000 - 370,000 บาท Mega influencer ประมาณ 370,000 บาทขึ้นไป Influencer Twitter Nano influencer ประมาณ 74 - 740 บาท Micro influencer ประมาณ 740 - 37,000 บาท Macro influencer ประมาณ 37,000 - 74,000 บาท Mega influencer ประมาณ 74,000 บาทขึ้นไป Influencer YouTube Nano influencer ประมาณ 740 - 7,400 บาท Micro influencer ประมาณ 7,400 - 37,000 บาท Macro influencer ประมาณ 37,000 - 740,000 บาท Mega influencer ประมาณ 740,000 บาทขึ้นไป วิธีเลือกอินฟลูเอนเซอร์สำหรับคลินิกเสริมความงาม  1 มีผู้ติดตามตรงกับกลุ่มเป้าหมายคลินิก เลือกอินฟลูที่มีผู้ติดตามตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคลินิก เช่น สนใจเรื่องความงาม ศัลยกรรม หรือการดูแลผิวพรรณ และตรวจสอบว่ามีสไตล์ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์   2. ดูความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีประสบการณ์ด้านคลินิกเสริมความงาม หรือมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณโดยเฉพาะ นอกจากนี้ต้องดูว่าเขาให้ข้อมูลที่ถูกต้องและไม่มีการโฆษณาเกินจริงแต่อย่างใด  3. วิเคราะห์คุณภาพของคอนเทนต์ เนื้อหาคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์คววรดูเป็นธรรมชาติและไม่นำเสนอแบบขายของมากเกินไป นอกจากนั้นรูปภาพและวิดีโอควรดูมีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพด้วย  4. เช็กอัตราการมีส่วนร่วมของโพสต์  ไม่ควรดูแค่จำนวนผู้ติดตาม แต่ให้ดูยอดการกดไลก์ คอมเมนต์ และการแชร์ด้วย เพราะอินฟลูที่มีผู้ติดตามน้อยแต่มีอัตราการมีส่วนร่วมสูง อาจให้ผลลัพธ์ดีกว่าผู้ติดตามเยอะแต่อัตราการมีส่วนร่วมต่ำ 5. เลือกประเภทอินฟลูให้เหมาะสม Nano Influencer เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการเจาะตลาดแบบใกล้ชิดกับผู้ติดตาม Micro Influencer เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม Micro Influencer เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ Mega Influencer เหมาะกับการสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง 6. ตรวจสอบประวัติและภาพลักษณ์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่มีประวัติเสื่อมเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อคลินิก และจะต้องมีภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกับแบรนด์ เช่น สุภาพ และมีไลฟ์สไตล์ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย  7. ทดลองก่อนตัดสินใจจ้างระยะยาว ทดลองจ้างด้วยการเริ่มต้นจากแคมเปญเล็ก ๆ เพื่อวัดผลตอบรับจากกลุ่มเป้าหมาย หากได้ผลดีค่อยพิจารณาจ้างระยะยาวหรือลงทุนเพิ่มในแคมเปญที่ใหญ่ขึ้น แต่ถ้าผลตอบรับไม่ดีควรพิจารณาหาคนใหม่

  • แจก 8 วิธีพัฒนาคลินิกเสริมความงามด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหนือคู่แข่ง

    ในปัจจุบันคลินิกไม่ใช่แค่สถานที่ให้บริการด้านสุขภาพและความงามเท่านั้น แต่เป็นธุรกิจที่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและการแข่งขันด้าน การตลาดคลินิก ที่สูงขึ้นด้วย การพัฒนาคลินิกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นต้องพัฒนาอยู่เสมอ  ความสำคัญของการพัฒนาคลินิกในยุคปัจจุบัน การพัฒนาคลินิกในยุคปัจจุบันช่วยเพิ่มความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการได้ ทำให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้บริการเลือกใช้คลินิกของคุณ นอกจากนั้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ระบบจองออนไลน์ การจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือหารสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้บริการได้ ดังนั้นวิธีพัฒนาคลินิกถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าและการดูแลสุขภาพของสังคมอีกด้วย  8 วิธีพัฒนาคลินิกเสริมความงามในยุคดิจิทัล 1. การวางแผนกลยุทธ์ วิธีพัฒนา คลินิกความงาม ควรเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวเพื่อวางแผนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับธุรกิจคลินิกของเอง วิธีนี้อาจจะใช้การวิเคราะห์คู่แข่ง การสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า หรือเทรนด์ใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นได้ในขณะนั้น 2. การสร้างฐานลูกค้า ต้องการให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการหรือเพิ่มฐานลูกค้าควรมีบริการที่เป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตกแต่งบรรยากาศในคลินิกให้ดูดีและดูผ่อนคลาย ถือเป็นวิธีพัฒนาคลินิกวิธีหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าสบายใจ และควรรับฟังคำแนะนำเพื่อปรับปรุงอยู่เสมอ 3. การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาบุคลากรเป็นอีกเรื่องที่หลายธุรกิจมองข้าม แต่ความจริงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความประทับใจจากลูกค้าได้ เช่น สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ดี สร้างแรงจูงใจด้วยผลตอบแทนที่ดี อบรมและพัฒนาทักษะของแพทย์และพนักงาน  4. การนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อความสะดวกและมีการสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก เช่น ใช้ระบบการนัดหมายออนไลน์ ใช้ระบบการจัดการคลินิก ใช้ Ai พัฒนาการให้บริการในด้านต่าง ๆ เป็นต้น  5. การประชาสัมพันธ์ การตลาดและการประชาสัมพันธ์ถือเป็นวิธีพัฒนาคลินิกที่ขาดไม่ได้เลยในยุคนี้ เพราะเป็นช่องทางสร้างการรับรู้และช่วยประกอบการตัดสินใจของลูกค้าได้ดี ควรเริ่มต้นจากการสร้างแบรนด์ ใช้ โซเชียลมิเดีย สื่อสารแบบออนไลน์ และการให้ความรู้ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขาย เป็นต้น 6. การบริหารด้านการเงิน หากธุรกิจไม่มีการบริหารจัดการด้านการเงินอาจทำให้ไม่สามารถควบคุมงบการเงินหรืออาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็นได้ ดังนั้นควรบริหารงบประมาณและต้นทุนให้ดี จัด โปรโมชั่น ส่วนลดแบบพอประมาณไม่มากไม่น้อยเกินไป และเลือกแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการขยายกิจการ  7. การบริหารความเสี่ยง ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกธุรกิจแต่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดควรตั้งมือรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น การจัดการปัญหาหรือข้อร้องเรียนจากลูกค้า การจัดการภาวะวิกฤติต่าง ๆ และการประกันความปลอดภัยในกระบวนการทางการแพทย์ เป็นต้น  8. การติดตามผลและปรับปรุง นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ววิธีพัฒนาคลินิกจำเป็นต้องมีการติดตามผลอยู่ตลอด เช่น วัดผลตาม KPI ที่ตั้งไว้ ปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนเปลี่ยนของตลาดปัจจุบัน และปรับปรุงตามฟีดแบ็กของลูกค้า เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 ทริคมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัด  1 ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้ได้  การมัดใจลูกค้าจะต้องตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ เช่น สอบถามความต้องการหรือปัญหาที่พบเจอจากนั้นให้คำแนะนำพร้อมทั้งเลือกบริการที่เหมาะสมเพื่อสร้างความพึงพอใจจากลูกค้าให้ได้ วิธีนี้เป็นการสร้างฐานลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำในอนาคต 2 ดูแลและให้คำแนะนำลูกค้าประจำให้ดี  เหนือกว่าการหาลูกค้าใหม่คือการรักษาลูกค้าเก่า เพราะลูกค้าเก่าช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ง่ายกว่า ดังนั้นควรดูแลเอาใจใส่และให้คำแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด การพัฒนาคลินิกวิธีนี้จะทำให้คุณไม่ต้องเสียเงินลงทุนการตลาดเกินความจำเป็น  3 ใส่ใจฟีดแบ็กของลูกค้าเพื่อปรับปรุงอยู่เสมอ วิธีพัฒนาคลินิกเพื่อมัดใจลูกค้า ควรใส่ใจฟีดแบ็กทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อเป็นประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้า หากฟีดแบ็กดีควรรักษามาตรฐานนั้นเอาไว้ แต่ถ้าเป็นฟีดแบ็กด้านลบต้องรีบปรับปรุงตามคำแนะนำของลูกค้าให้ดีที่สุด วิธีนี้จะทำช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าได้

  • Petsumer กลุ่มคนรักสัตว์ ที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้คลินิกสัตว์ได้ง่าย ๆ

    เนื่องจากพิษโควิด - 19 ส่งผลให้ธุรกิจหลายแห่งต้องปิดตัวไป แต่สวนทางกับธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่มีการเติบโตขึ้นจากหลายปัจจัยและมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาดูกันว่ากลุ่ม Petsumer ช่วยเพิ่มยอดขายให้คลินิกสัตว์ได้อย่างไรบ้าง  กลุ่ม Petsumer คืออะไร  เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงดูด้วยความรัก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ทาสหมา” หรือ “ทาสแมว” คนกลุ่มนี้มักจะทุ่มเททั้งเวลาและใช้เงินในการเลี้ยงดูสัตว์ของพวกเขาเป็นอย่างดีทั้งเรื่องอาหาร การดูแลสุขภาพ ประกันชีวิต วัคซีน หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยง เป็นต้น  3 ประเภทของกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์  1 เลี้ยงเพื่อเป็นลูก 49%  เป็นกลุ่มที่เลี้ยงสัตว์เหมือนลูกหรือคนในครอบครัว เนื่องจากคนโสดมีมากขึ้นทำให้อัตราการเกิดลดน้อยลง คนกลุ่มนี้จึงหันมาเลี้ยงสัตว์เพื่อคลายเหงา 2 เลี้ยงเพื่อสถานะทางสังคม 33% เป็นกลุ่มที่เลี้ยงสัตว์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ให้แก่เจ้าของ เช่น สัตว์เลี้ยงหายาก สัตว์เลี้ยงราคาแพง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผู้เลี้ยงมีฐานะร่ำรวย  3 เลี้ยงเพื่อช่วยบำบัดรักษา 18%  เป็นกลุ่มที่เลี้ยงสัตว์เพื่อช่วยรักษาสภาพจิตใจ เช่น ช่วยลดอาการซึมเศร้า ลดความเครียด บรรเทาอาการเจ็บป่วยทางใจ และช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น   ทำไมตลาดกลุ่ม Petsumer ถึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยลง ทำให้คนนิยมเลี้ยงสัตว์แทนสมาชิกในครอบครัวมีเพิ่ม ขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี จึงส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย    กลุ่มคนรักสัตว์ช่วยเพิ่มยอดขายให้คลินิกได้ยังไง  เพิ่มยอดขายจากการใช้บริการเชิงป้องกันและการรักษาสุขภาพสัตว์อย่างต่อเนื่อง เช่น การฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพ หรือการใช้บริการด้านอื่น ๆ นอกจากนั้นยังซื้อผลิตภัณฑ์ที่สำคัญไว้ใช้อีกด้วย เช่น อาหาร ยาบำรุง ของเล่น เป็นต้น ทำให้ ธุรกิจคลินิกสัตว์เลี้ยง และธุรกิจที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเติบโตเร็วขึ้น 5 กลยุทธิ์ช่วยเพิ่มยอดขายจากกลุ่ม Petsumer 1 แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยง ให้คำแนะนำโดยเลือกอาหารที่เหมาะสำหรับสัตว์ที่มีปัญหาสุขภาพหรือเลือกของเล่นที่ช่วยเสริมทักษะการพัฒนาสมองสัตว์เลี้ยง จะช่วยให้เจ้าของสัตว์เห็นคุณค่าและความใส่ใจในการดูแล 2 ให้คำปรึกษาและดูแลอย่างต่อเนื่อง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงสามารถช่วยสร้างความไว้วางใจและทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงเห็นถึงความเป็นมืออาชีพและส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องได้  3 โปรแกรมสมาชิกและสะสมแต้ม สร้างระบบสมาชิกหรือโปรแกรมสะสมแต้มสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการบ่อย ๆ เช่น การให้ส่วนลดหรือของขวัญเมื่อสะสมแต้มครบตามจำนวนที่กำหนด จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว 4 ใช้ Social Media และ pet Influencers เป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์และดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ด้วยการโพสต์เนื้อหาที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อสัตว์เลี้ยง และใช้ pet Influencers รีวิวสินค้าหรือบริการเพื่อกระตุ้นยอดขายได้  5 จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษ  การจัดกิจกรรมหรือโปรโมชั่นในวันสำคัญหรือเทศกาลต่าง ๆ เช่น กิจกรรมสัตว์เลี้ยง หรือโปรโมชั่นวันสัตว์เลี้ยงโลก จะช่วยดึงดูดความสนใจกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงและเพิ่มยอดขายได้ ME POWER Agency ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์คลินิกสัตว์ครบวงจร หากต้องการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์โดยการจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ ME POWER Agency  เป็นเอเจนซี่ธุรกิจคลินิกสัตว์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณได้ เพราะเรามีทีมคอนเทนต์ ทีมตัดต่อ และทีมการตลาดที่มีคุณภาพ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมั่นคง

  • 7 ประเภทของที่ปรึกษาธุรกิจคลินิกสัตว์มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

    ธุรกิจคลินิกสัตว์เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการให้บริการ การรักษา และการประกอบธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องใช้ความสามารถเฉพาะด้าน แล้วยังต้องคอยบริหารธุรกิจให้มีฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายอีกด้วย ดังนั้นการจ้างที่ปรึกษาธุรกิจจึงเป็นทางออกที่หลายคนเลือกใช้  ที่ปรึกษาธุรกิจ คืออะไร ที่ปรึกษาธุรกิจ หรือ Business Consultant คือ ผู้ให้คำแนะนำ จัดการ ดำเนินงาน และสนับสนุนด้านกลยุทธ์ต่าง ๆ ให้เหมาะกับธุรกิจคลินิกสัตว์ เพื่อช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งปกติแล้วที่ปรึกษาทางธุรกิจจะดำเนินงานร่วมกับกับผู้บริหารระดับสูงหรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อหาทางออกที่ที่ดีและเหมาะสมที่สุด  ประเภทของที่ปรึกษาธุรกิจมีอะไรบ้าง  1 ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ (Strategy Consulting) ทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์ของภาพรวมของคลินิก แนวโน้มการตลาด รวมถึงคู่แข่ง เพื่อช่วยกำหนดทิศทางในการพัฒนากลยุทธ์ต่าง ๆ ให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง  2 ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ (Management Consulting) ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกิจคลินิกสัตว์ ระบบการจัดการ ระบบบริหารคน เพื่อจัดการให้มีมาตรฐานมากขึ้น และเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพของธุรกิจให้คล่องตัวมากขึ้น  3 ที่ปรึกษาด้านการเงิน (Financial Advisory) ทำหน้าที่ในการจัดทำแผนด้านการเงิน วิเคราะห์ต้นทุน หาแหล่งเงินทุน บริหารเงินทุน ให้คำปรึกษาเรื่องการลงทุน การควบรวมหรือการซื้อกิจการ และการบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน  4 ที่ปรึกษาด้านการตลาด (Marketing Consulting) ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์คู่แข่ง พฤติกรรมลูกค้า วางแผน กลยุทธ์การตลาด  เพื่อพัฒนาการสื่อสาร การสร้างแบรนด์ และการขยายส่วนแบ่งการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายให้มีประสิทธิภาพ 5 ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล (HR Consulting) ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร การว่าจ้าง สวัสดิการ แผนพัฒนาบุคลากร บริหารผลงาน และให้คำปรึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมธุรกิจคลินิกสัตว์ให้เหมาะสม  6 ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี (IT Consulting) ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ วางแผนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจคลินิก เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม ระบบความปลอดภัย และการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างดี 7 ที่ปรึกษาด้านบริหารโครงการ (Project Management Consulting) ทำหน้าที่ให้คำแนะนำและสนับสนุนการบริหารโครงการ การกำหนดเวลา การตั้งเป้าหมาย การติดตามผล และการประเมินผลงาน เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินุรกิจและเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้น  เมื่อไหร่ที่ควรจ้างที่ปรึกษาธุรกิจ การจ้าง เอเจนซี่คลินิกสัตว์ ไม่จำเป็นต้องจ้างแค่ช่วงที่มีปัญหาเท่านั้น แต่สามารถจ้างได้ความต้องการ เพื่อแก้ปัญหา วางแผน และยกระดับให้ธุรกิจคลินิกเติบโตได้ไวขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักในการจ้างเอเจนซี่หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจมีดังนี้  ขาดประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  ต้องการขยายธุรกิจหรือปรับโครงสร้างบริษัท ต้องการปรับปรุงและเพิ่มความสามารถให้พนักงาน  เมื่อธุรกิจกำลังประสบปัญหาบางอย่างที่ยากจะแก้ไข  ต้องการมุมมองหรือหาไอเดียแปลกใหม่และไม่ซ้ำเดิม  เมื่อขาดบุคลลากรหรือมีเวลาไม่เพียงพอต่อการวางแผนงาน การจ้างที่ปรึกษาควรพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ คลินิกสัตว์ เป็นหลัก หากองค์กรขากความรู้ ขาดบุคลากรหรือทรัพยากร แต่กำลังเผชิญปัญหาและต้องการเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้เติบโตขึ้น การใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นที่ปรึกษาภายนอกสามารถเพิ่มโอกาสในการเติบโตและช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น เทคนิคการเลือกที่ปรึกษาธุรกิจสัตว์ก่อนเลือกใช้บริการ  ก่อนเลือกใช้บริการที่ปรึกษาธุรกิจคลินิกสัตว์อันดับแรกควรตรวจสอบประสบการณ์การทำงานก่อน เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมและความสามารถในการวางแผนกลยุทธ์ การแก้ไขปัญหาหรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อธุรกิจอื่นๆ  และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือความสอดคล้องระหว่างการทำงานร่วมกัน เช่น การสื่อสารที่มีความชัดเจน การทำการข้อเสนออย่างตรงไปตรงมา การตั้งเป้าหมายอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนทั้งในแง่ของการสร้างยอดขาย และสามารถลดต้นทุนลงไปได้  ME POWER Agency ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์คลินิกสัตว์ครบวงจร ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหาหรือต้องการทีมซัพพอร์ตธุรกิจอยู่ ทีม   ME POWER Agency ช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาดออนไลน์ ที่ปรึกษาธุรกิจ หรือการวางแผนกลยุทธ์ให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไม่สะดุดและมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

  • เผยผลทดสอบครีมกันแดด ของอินฟลูเอนเซอร์ดัง ด้วยค่า SPF-PA

    สภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ เปิดผลทดสอบครีมกันแดด 20 รายการ ที่สุ่มซื้อจากช่องทางออนไลน์ที่อินฟลูเอนเซอร์เป็นเจ้าของ ซึ่งตัวอย่างที่สุ่มทดสอบมีดังนี้ ตัวอย่างทดสอบ  -BEMIND HYA BRIGHT BODY SUNSCREENบีมายด์ ไฮยา ไบรท์ บอดี้ ซันสกรีน -NANGNGAM SUNSCREEN Lifting & Whitening นางงาม ซันสกรีน เซรั่ม ลิฟติ้ง แอนด์ไวท์เทนนิ่ง -Cho Blur & Cover Foundation โช เบลอ แอนด์คัฟเวอร์ ฟาวเดชั่น -THA BY NONGCHAT Acne ฑาบายน้องฉัตรแอคเน่ ซันสกรีน -Elite CARE Reflected Snow Sunscreen อีลิทแคร์ รีเฟลค สโนว ซันสกรีน -INGU Super-Light Soothing Sunscreen อิงกุ ซูเปอร์-ไลท์ ซูธธิ่ง ซันสกรีน   -INGU Aqua Defense Hybrid Sunscreen อิงกุอควา ดีเฟนซ์ ไฮบริด ซันสกรีน -eve’s HYBRID PROTECTOR SUN GELอีฟส์ไฮบริด โพรเทคเตอร์ ซัน เจล -BESTLOVE DAILY UV PROTECTION เบสท์เลิฟ เดลี่ ยูวี โพรเทคชั่น -MOLECULOGY STARTER SUNSCREEN โมเลกุลโลจี้ สตาร์ทเตอร์ ซันสกรีน -SIBLING DAILY AQUA SHIELD ALL UV SUNSCREEN ซิบลิ้ง เดลี่ อควา ชิลด์ ออล ยูวี ซันสกรีน -BEMIND INORGANIC SUNSCREEN CERAMIDE SERUM บีมายด์ อินออร์แกนิก ซันสกรีน เซราไมด์ เซรั่ม -BEMIND BEBASE ORGANIC SUNSCREEN บีมายด์ บีเบส ออร์แกนิก ซันสกรีน -Cho PERFECT ALL IN 1 CC CREAM  โซ เพอร์เฟค ออล อิน วัน ซีซี ครีม - DR.MOM High Defence Sunscreen Natural ดอกเตอร์มัม ไฮ ดิเฟนซ์ ซันสกรีน เนเชอรัล -Cho SKIN ORGANIC HYBRID SUNSCREEN SERUM โช ออร์แกนิค ไฮบริด ซันสกรีน เซรั่ม -SEWA ULTRA HYBRID SUNSCREEN เซวาอัลตร้า ไฮบริด ซันสกรีน -ROSEGOLD MIKU SUNLESS MILKY  AQUA+ โรสโกลด์ มิกุ ซันเลส มิลกี้ อะควา พลัส -EVE’S SMOOTH SUNSCREEN อีฟส์ สมูธ ซันสกรีน -Smith TOTAL SUNSCREEN with Elix-IR & Liposhield HEV สมิทธิ์ โทเทิล ซันสกรีน ผลทดสอบ   การแสดงค่า SPF50 หรือ SPF50+ หมายความว่าต้องมีค่า SPF ตั้งแต่ 50ขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับของประสิทธิภาพในเกณฑ์สูงมาก PA คือ ค่าความสามารถในการป้องกันรังสียูวีเอ โดยการแสดงค่า PA ที่มีเครื่องหมายบวก 3-4 ตัว หมายถึงจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอที่สูงขึ้น โดย PA+++ คือ มีค่าUVAPF อยู่ระหว่าง 8-<16 เป็นการแสดงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอในระดับสูง และ PA++++ คือ มีค่า UVAPF อยู่ที่ตั้งแต่16 ขึ้นไป หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอในระดับสูงมาก หมายเหตุ  - SPF ( Sunburn  Protection  Factor ) เป็นค่าที่วัดประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกัน  การไหม้แดงของผิวจากรังสียูวีบี (UVB)  - PA ( Protection grade of UVA ) เป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ที่เรียกว่า Persistent Pigment Darkening หรือ PPD และรายงานผลออกมาเป็นค่า PA ไล่ระดับตั้งแต่ PA+ ถึง PA++++  วิธีเลือกครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ  1 ดูค่าการป้องกันรังสี UV   ควรดูค่า SPF 30 ขึ้นไป เพื่อป้องกันรังสี UVB และดูค่า PA+++ หรือ PA ++++  เพื่อป้องกันรังสี UVA อย่างมีประสิทธิภาพ 2 ดูประเภทของครีมกันแดด Chemical Sunscreen ซึมเร็ว ไม่ทิ้งคราบ Physical Sunscreen อ่อนโยนต่อผิว และ Hybrid Sunscreen รวมทั้งสองแบบในสูตรเดียว 3 ดูส่วนผสมที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงสารอันตราย เช่น Oxybenzone, Octinoxate ที่อาจก่อให้เกิดการแพ้หรือทำลายผิว และควรเลือกสูตรที่ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือพาราเบน หากมีผิวแพ้ง่าย 4 ความเหมาะสมกับสภาพผิว ผิวมันหรือเป็นสิวใช้สูตร Oil-Free, Non-Comedogenic ผิวแห้งใช้สูตรที่มีสารบำรุง เช่น Hyaluronic Acid, Glycerin และผิวแพ้ง่ายใช้สูตร Fragrance-Free, Alcohol-Free 5 การปกป้องจากสภาพแวดล้อม ควรเลือกครีมกันแดดที่ช่วยป้องกัน Blue Light หรือ PM 2.5 ซึ่งเหมาะกับคนที่ใช้หน้าจอบ่อย ๆ หรืออาศัยอยู่ในเมืองที่มีฝุ่นเยอะ ๆ  ที่มา เพจนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

  • 5 เรื่องน่ารู้สำหรับธุรกิจมือใหม่ด้านธุรกิจเสริมความงาม

    การเริ่มต้นธุรกิจคลินิกเสริมความงามเป็นโอกาสที่ดีในการเติบโต แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือหลายอย่าง โดยผู้ประกอบการมือใหม่จำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ เพื่อช่วยวางรากฐานธุรกิจให้มีความมั่นคงในระยะยาว  ธุรกิจที่น่าสนใจ รายได้ดี มีอะไรบ้าง 1 ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นปัจจัยสี่ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ ทำให้ธุรกิจนี้ได้รับความนิยมและอยู่ได้อย่างยาวนาน ธุรกิจที่น่าสนใจได้แก่ ร้านอาหารสุขภาพ คาเฟ่ Cloud Kitchen เบเกอรี่หรือขนมโฮมเมด บุฟเฟ่ต์ ปิ้งย่าง ชาบู  รายได้โดยเฉลี่ย ร้านอาหารขนาดเล็ก : กำไรประมาณ 20-40% ของยอดขาย Cloud Kitchen : ต้นทุนต่ำ กำไรอาจสูงถึง 50% 2 ธุรกิจด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ธุรกิจด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรงเนื่องจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น ธุรกิจที่น่าสนใจได้แก่ ธุรกิจรีไซเคิล ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกพลังงานสะอาด เกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมี  รายได้โดยเฉลี่ย ขายผลิตภัณฑ์รักษ์โลก : กำไร 30-70% ธุรกิจโซลาร์เซลล์ : รายได้ต่อโครงการหลักแสนถึงหลักล้านบาท 3 ธุรกิจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงแม้ว่าตลาดจะมีขึ้นมีลง แต่ก็ยังสามารถสร้างกำไรระยะยาวได้ ธุรกิจที่น่าสนใจได้แก่ ธุรกิจโกดังให้เช่า รีโนเวทบ้าน/คอนโดขายต่อ ลงทุนในที่ดิน เปิดที่พักแบบ Airbnb หรือโฮมสเตย์ รายได้โดยเฉลี่ย ค่าเช่าคอนโด : กำไรประมาณ 5-7% ต่อปี ธุรกิจปล่อยเช่าโกดังหรือสำนักงาน : รายได้หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน 4 ธุรกิจที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ ธุรกิจดออนไลน์เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะช่วยให้บริษัทหรือแบรนด์ต่าง ๆ ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ธุรกิจที่น่าสนใจได้แก่ ธุรกิจรับทำโฆษณาออนไลน์ ให้คำปรึกษา รับทำ SEO รับทำ Influencer Marketing และวางแผน PR รายได้โดยเฉลี่ย ค่าบริการทำโฆษณา : เริ่มต้น 10,000 - 100,000 บาทต่อเดือน ค่าบริการ SEO : เริ่มต้น 5,000 - 50,000 บาทต่อโปรเจกต์ 5 ธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ธุรกิจสุขภาพและความงามเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพและรูปลักษณ์มากขึ้น ธุรกิจที่น่าสนใจได้แก่ ธุรกิจอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ออแกนิก คลินิกเสริมความงาม ร้านนวด สปา ฟิตเนส หรือเทรนเนอร์ออนไลน์ รายได้โดยเฉลี่ย ขายอาหารเสริม/สกินแคร์ : กำไรประมาณ 30-60% ของราคาสินค้า ธุรกิจสปา/คลินิกความงาม : รายได้หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับลูกค้า เรื่องน่ารู้สำหรับธุรกิจมือใหม่ด้านคลินิก  1 การเลือกทำเลที่ตั้งของคลินิก ทำเลที่ดีควรอยู่ในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น ใกล้ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ย่านที่พักอาศัยระดับกลาง-สูง หรือโซนสำนักงานที่มีแหล่งชุมชนที่มีคนทำงานเยอะ นอกจากนั้นจะต้องมีที่จอดรถสะดวก และคำนึงถึงการเดินทางด้วย  2 การลงทุนและงบประมาณเบื้องต้น งบประมาณในการเปิดคลินิกเสริมความงามขึ้นอยู่กับขนาดและการบริการ โดยเฉลี่ยคลินิกขนาดเล็ก-กลางจะใช้ประมาณ 5 - 20 ล้านบาท และคลินิกขนาดใหญ่จะใช้ 20 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้จะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าเครื่องมือแพทย์ งบการตลาด และค่าตกแต่งภายใน เป็นต้น  3 กลยุทธ์การตลาดและการหาลูกค้า จะต้องโปรโมตคลินิกให้น่าดึงดูดด้วยการสร้างเพจและลงคอนเทนต์ให้ความรู้หรือรีวิวจากลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ต่อด้วยการยิงแอดโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้ นอกจากนี้ควรมีการใช้ Influencer หรือ Blogger รีวิวเพื่อเสนอโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 4 การบริหารจัดการและการดูแลลูกค้า ต้องการให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำต้องมีบริการหลังการขายที่ดี มีระบบจองออนไลน์ ให้คำปรึกษาอย่างจริงใจ บรรยากาศภายในคลินิกสะอาด หรูหรา นอกจากนั้นควรใช้ระบบ  CRM เก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และทำการตลาดในอนาคต นอกจากนี้ควรจัดอบรมพนักงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน  5 กฎหมายและใบอนุญาตที่จำเป็น การเปิดคลินิกเสริมความงามต้องมีใบอนุญาตและการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ใบอนุญาตสำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ และใบอนุญาตโฆษณาทางการแพทย์  สิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับธุรกิจเสริมความงาม แม้ว่าการประกอบธุรกิจเสริมความงามจะเติบโตหรือสามารถสร้างกำไรได้มากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายอาจทำให้เป็นเหตุต้องปิดคลินิกถาวรได้  1 ไม่มีใบอนุญาตหรือมาตรฐานรับรอง 2 โฆษณาเกินจริงหรือหลอกลวงผู้บริโภค 3 ใช้ผลิตภัณฑ์ไม่มีคุณภาพหรือผิดกฎหมาย 4 ละเลยกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับธุรกิจความงาม

  • แนะนำ 3 แพลตฟอร์มวีดีโอสั้นที่นิยมมากสุดตอนนี้ Tiktok Reels และ Shorts ช่วยสร้างกำไรได้

    เมื่อโซเชียลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทำให้คลิป วีดีโอสั้น ได้รับความนิยมตามไปด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจคลินิกเสริมความงามจึงหันมาผลิตคอนเทนต์ผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้น แต่ยังขาดความเข้าใจเรื่องแพลตฟอร์มที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม 5 เหตุผล ทำไมวีดีโอสั้นถึงได้รับความนิยม  1 คลิปดึงดูดความสนใจ ผู้ใช้งานมีสมาธิสั้นขึ้น ดูวีดีโอได้ไม่เกิน 60 วินาที ทำให้เข้าถึงเนื้อหารวดเร็วและต่อเนื่อง  2 เลื่อนดูคลิปได้สะดวก การเลื่อนเพื่อดูวีดีโอถัดไปได้รวดเร็วทำให้ผู้ใช้ได้รับความพึงพอใจต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอนาน 3 สร้างเนื้อหาง่าย สร้างวีดีโอสั้นได้ง่ายด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในแอปพลิเคชัน สร้างสรรค์และแบ่งปันเนื้อหาได้มากขึ้น 4 คลิปเป็นไวรัลได้ง่าย วีดีโอสั้นมีโอกาสที่จะกลายเป็นไวรัลได้ง่าย เนื่องจากสามารถแชร์และแพร่กระจายได้รวดเร็ว  5 มีความเป็นส่วนตัวสูง ผู้ใช้สามารถเลือกสร้างเนื้อหาและแชร์วีดีโอได้ตามต้องการ และมีการเชื่อมต่อกับบุคคลที่สนใจด้านเดียวกันได้ ทำความรู้จักคลิปสั้น Tiktok Reels และ Shorts Tiktok เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก ใช้งานสะดวกและสามารถสร้างเนื้อหาที่สนุกและสร้างสรรค์ได้ง่าย และมีช่วยปรับอัลกอรึธึมเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจแต่ละบุคคล Reels เปิดตัวครั้งแรกในปี 2020-2021 บน แพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram คล้ายกับ Tiktok สามารถสร้างวิดีโอและรับชมได้ในแพลตฟอร์มเดียวกันได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเนื้อหาและฟีเจอร์ที่แตกต่างออกไป Shorts เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 บนแพลตฟอร์ม Youtube มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก เข้าถึงได้ง่าย มีฟีเจอร์คล้ายกันกับแพลตฟอร์มอื่น แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าในเรื่องของการตัดต่อที่ใช้ได้ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ ความยาวคลิปและช่วงเวลาเผยแพร่ที่เหมาะสม Tiktok : 15-180 วินาที (ปัจจุบันรองรับวิดีโอยาวสูงสุด 10 นาที)วันเวลาที่ควรโพสต์ : วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 15:00-21:00 น. Reels :  15-90 วินาที (ปัจจุบันรองรับวิดีโอความยาวสูงสุด 90 วินาที)วันเวลาที่ควรโพสต์ : วันเสาร์ เวลา 18:00 – 21:00 น. เวลา 12:00 – 15:00 น. เวลา 15:00 – 18:00 น.  Shorts :  15-60 วินาที (ปัจจุบันรองรับวิดีโอความยาวสูงสุด 60 วินาที)วันเวลาที่ควรโพสต์ : วันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 15:00 – 18:00 น. เวลา 18:00 – 21:00 น. เวลา 12:00 – 15:00 น. ช่วงอายุผู้ใช้งาน ของแต่ละแพลตฟอร์ม  Tiktok : อายุผู้ใช้งาน iktok มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 13-24 ปี  Reels : อายุผู้ใช้งาน Instagram มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 18-35 ปี Shorts :  อายุผู้ใช้งาน Youtube มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-35 ปี คอนเทนต์ที่ดีมีอะไรบ้าง Tiktok : ความรู้, ความบันเทิง, รีวิว, ไลฟ์สไตล์, เทรนใหม่ Reels : ความบันเทิง, แฟชั่น, ไลฟ์สไตล์   Shorts :  แฟชั่น, ความรู้ DIY, ความบันเทิง, วีดีโอสั้นที่ตัดจากสิ่งที่น่าสนใจในวีดีโอยาว Reels VS  Story ต่างกันยังไง  ME POWER Agency ที่ปรึกษาด้านการตลาด หากคุณต้องการที่ปรึกษาเรื่องการตลาด พวกเรา เอเจนซี่ธุรกิจคลินิกเสริมความงาม ช่วยคุณดูแลทุกแพลตฟอร์มได้อย่างเชี่ยวชาญด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ รับรองว่าธุรกิจของคุณจะเติมโตขึ้นอย่างมั่นคงแน่นอนครับ

Logo  Line
bottom of page